คาเฟอีน

ช่วงที่ทุกคนต้องการคาเฟอีนมาที่สุด คงหนี้ไม่พ้นช่วงเช้าหลังตื่นนอนได้ทานกาแฟร้อนๆ สักแก้วจะทำให้มีความกระปรี้กระเปร่าและหายง่วงขึ้นมาทันทีทันใด ซึ่งหลายคนติดคาเฟอีน วันไหนไม่ได้ดื่มจะรู้สึก หงุดหงิด จนถึงขึ้นปวดหัวบ้างก็มี โดยอิทธิพลเหล่านี้ของคาเฟอีนที่มีต่อมนุษย์นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดที่ว่าคาเฟอีนถูกจัดให้เป็นสารกระตุ้นประสาทที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลก

คาเฟอีน

คาเฟอีนเป็นสารอัลคาลอยด์ มีลักษณะเป็นผงสีขาว รสชาติขม ละลายน้ำได้ แม้เราจะบริโภคคาเฟอีนจากชาหรือกาแฟเป็นส่วนใหญ่ แต่ในโลกนี้ยังมีพืชอีกกว่า 60 ชนิดที่มีคาเฟอีนอยู่ตามส่วนต่างๆ ทั้งใบ เมล็ด และผล อย่างเช่นพืชในแถบแอฟริกาใต้สองชนิดได้แก่ เยอร์บามาเท (Yerba Matte) และกัวรานา (Guarana) หรือพืชที่เราคุ้นชื่อมากกว่า อย่างผลโกโก้หรือเมล็ดโคล่าก็เป็นแหล่งคาเฟอีนตามธรรมชาติเช่นกัน เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์ทำให้แมลงเป็นอัมพาตหรืออาจร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิต คาเฟอีนจึงเป็นเหมือนยาฆ่าแมลงตามธรรมชาติที่พืชมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงมากัดกินตัวเอง แต่สำหรับมนุษย์ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของสมองและระบบประสาท ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดอาการง่วงนอน จึงนิยมนำมาผลิตเครื่องดื่มชากาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือแม้กระทั่งน้ำอัดลมน้ำดำที่เรารู้จักกันดี

น่าสงสัยไม่น้อยว่าทำไมคาเฟอีนที่มีฤทธิ์ฆ่าแมลงกลับกระตุ้นการทำงานของสมองมนุษย์ได้ คำตอบอยู่ที่โครงสร้างโมเลกุลนี่เอง เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลของคาเฟอีนคล้ายคลึงกับสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในสมองของมนุษย์ที่ชื่อว่า อะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เราผ่อนคลายและง่วงนอน โมเลกุลคาเฟอีนจึงสามารถไปจับกับตัวรับอะดีโนซีน (adenosine receptor) ในสมองและยับยั้งการทำงานของอะดีโนซีน ส่งผลให้สมองตื่นตัว หัวใจเต้นเร็วขึ้น ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น และขจัดความรู้สึกอ่อนเพลียออกไป เราอาจพูดง่ายๆ ว่า คาเฟอีนเข้าไปหลอกสมองให้ไม่รู้สึกเหนื่อยนั่นเอง ทันทีที่เราบริโภคคาเฟอีน ร่างกายจะดูดซึมสารเข้าสู่กระแสเลือดและออกฤทธิ์กับร่างกายภายใน 15 นาที และเมื่อ 6 ชั่วโมงผ่านไป ฤทธิ์ของคาเฟอีนที่มีต่อร่างกายเราจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง

สารกระตุ้นประสาทที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลกอย่างคาเฟอีนอาจเข้าข่ายสารเสพติดได้ด้วยนะ ความจริงก็คือ ร่างกายมนุษย์สามารถเสพติดคาเฟอีนได้ เมื่อเราบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานานๆ สมองจะเริ่มปรับตัวโดยการเพิ่มปริมาณตัวรับอะดีโนซีน ทำให้คาเฟอีนออกฤทธิ์ต่อร่างกายเราได้น้อยลง เราจึงต้องการคาเฟอีนในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้เกิดผลต่อร่างกายเท่าเดิม คุณสมบัติข้อนี้คล้ายกับยาเสพติดคือทำให้ร่างกายต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว คาเฟอีนยังไม่เข้าข่ายค่ะ (นักดื่มกาแฟโล่งอกเลยทีเดียว) เนื่องจากไม่ได้ไปกระตุ้นวงจรในสมองที่ทำให้เกิดความสุขและเสพติด (brain reward system) และไม่เป็นอันตรายต่อสังคม นอกจากนี้การเลิกคาเฟอีนแบบหักดิบก็ไม่ก่อให้เกิดอาการถอนยาเหมือนการเลิกสิ่งเสพติดชนิดอื่นๆ ด้วย แน่นอนว่าอาจมีอาการหงุดหงิด ปวดหัว หรือมีสมาธิน้อยลง แต่อาการพวกนี้จะหายไปเองใน 2-3 วัน

แม้คาเฟอีนจะไม่ใช่สิ่งเสพติดก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะบริโภคคาเฟอีนเท่าไหร่ก็ได้ โดยมีแพทย์แนะนำว่าเราควรควบคุมปริมาณคาเฟอีนที่เข้าสู่ร่างกายเราให้น้อยกว่า 300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับกาแฟขนาดมาตรฐาน 12 ออนซ์ หรือประมาณ 350 มิลลิลิตร จำนวน 2 แก้ว ทางที่ดีที่สุดคือเราควรจะวางแผนและเตรียมตัวอ่านหนังสือแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการบริโภคคาเฟอีน นอกจากจะเป็นการดีต่อสุขภาพ เราอาจจะได้คะแนนดีขึ้นด้วย