จ๊ะ พูดตรง!! หนูอ่อย พี่แจ๊ค ผู้ชายในฝัน รักตั้งแต่อายุ 12

รักก็บอกว่ารัก แฟนก็บอกว่าแฟน ชัดเจนกันแบบสุดๆ ไปเลย สำหรับลูกทุ่งสาวเอวดี “จ๊ะ นงผณี มหาดไทย” หรือ “จ๊ะ อาร์สยาม” ที่ล่าสุดเจ้าตัวออกมายืดอกรับแบบเป็นทางการแล้วว่า สถานะหัวใจระหว่างเธอและนักร้องรุ่นพี่ “แจ๊ค ธนพล” สามารถใช้คำว่า “แฟน” ได้แล้ว ซึ่งจุดเริ่มต้นของความรักครั้งนี้เจ้าตัวเป็นคนเข้าไปจีบก่อน เนื่องจากชื่นชอบอีกฝ่ายมาตั้งแต่ตอนอายุ 12 พร้อมออกปากเรื่องความต่างของวัยไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่นิดเดียว…

ความรักตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?
“ดีกว่างานค่ะ(หัวเราะ)”

กับพี่แจ๊ค ธนพล เป็นอะไรกัน ?
“เป็นแฟนค่ะ คือจริงๆ แล้วการที่เราบอกว่าคบกัน ทุกคนก็คิดว่าเป็นแฟนใช่ไหม แต่ถ้าเวลาเราตอบว่าคบกัน จ๊ะว่าทุกคนจะตอบอย่างนี้ดูใจกัน แต่จ๊ะด้วยความเป็นจ๊ะ จ๊ะก็ตอบว่าเป็นแฟน เพราะจ๊ะเป็นคนค่อนข้างที่จะตรงค่ะ”

ทำไมถึงได้มาคบกัน ?
“คือเราว่าง เราโสดค่ะ(หัวเราะ) แล้วพี่เขาก็เข้ามาพอดี (ยิ้ม) จริงๆ แล้วจ๊ะชอบพี่เขาตั้งแต่ตอนอายุ 12-13 แล้วค่ะ แล้วก็รู้ว่าพี่เค้าจะมาอยู่อาร์สยามเราก็ดีใจ เพราะว่าเราคิดอยู่แล้ว เราชอบผู้ชายคนนี้”

เราเดินหน้าจีบเขาก่อนด้วย ?
“อย่าใช้คำว่าจีบ เพราะเราเป็นฝ่ายหญิง ใช้คำว่าอ่อยดีกว่า (หัวเราะ)”

กลัวคนจะว่าว่าเราแรงไหม เพราะไปหาเขาก่อน ?
“ไม่แรงหรอก จริงๆ ก็มีคนมาชอบเรา แต่เราไม่ชอบ เราก็ต้องเลือกสิ่งที่เราชอบเท่านั้นเองค่ะ”

อ่อยเขานานไหม ?
“อ่อยแปปเดียว ผู้ชายคนนี้อ่อยแปปเดียว จริงๆ แล้วพี่เขาก็ชอบเรา แต่เขาคิดว่าเราหยิ่ง ที่เราไม่ค่อยคุยเพราะว่าเราอาย”

เหมือนเราก็เปิดตัวลงรูปคู่บ่อย ?
“เราเป็นคนติดโลกโซเชียลมาก ไปไหนก็อัพรูปลง”

เรียกว่าเห่อแฟนรึเปล่า ?
“เห่อตลอด มีคนไหนมาก็เห่อทุกคน(หัวเราะ)”
คนก็มองว่าเรามีแฟนเป็นทอมมาก่อน แล้วมาชอบผู้ชาย ?
“จริงๆ การมีแฟนเป็นทอมเนี่ย ก่อนหน้าที่จะมีแฟนเป็นทอม เรามีแฟนผู้ชาย แล้วพี่นักข่าวๆ ก็ถามว่า จะชอบผู้ชายหรือชอบทอม เราก็บอกเลยว่าได้หมด คือเราเน้นเรื่องที่ว่า ใครอยู่กับเราแล้วสบายใจ แค่นั้นจบ เพราะจ๊ะเป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง ชีวิตข้างหน้าเราก็ไม่รู้ว่าเลิกกับพี่แจ๊คแล้วมาคบกับทอมก็ไม่แน่ เราก็เลยคิดว่าได้ทั้งคู่เลยค่ะ”

และถ้าเกิดเราไปเจอทอมที่ถูกใจ พี่แจ๊คจะไม่เสียใจเหรอ ?
“คือตอนนี้เราแฮปปี้เพราะเราเพิ่งเริ่มคบกัน ก็ยังไม่ได้มองใคร แต่เราก็คิดว่าพี่เค้าก็ตามใจเรามาก เขาโตแล้ว ก็สอนอะไรเราหลายๆ อย่าง”

พี่แจ็คกลัวไหมว่าเราจะกลับไปชอบทอมอีกครั้งหนึ่ง ?
“เขาไม่กลัวทอมนะ เขากลัวผู้ชายมากกว่า”

มีคุยกันเรื่องอนาตตไหมเพราะพี่แจ็คก็อายุเยอะแล้ว?
“ไม่มีคุยเรื่องอนาคตเลยค่ะ เพราะว่าเราคบกันไป เหมือนว่าวันนี้เราคุยกันแล้วแฮปปี้ ก็แค่นั้นเอง อายุเราห่างกัน 14-15 ปีค่ะ แต่หน้าพี่เขาพอๆ กับหนูเลยนะ”

เรื่องอายุมีปัญหาไหม ?
“ไม่มีปัญหาเรื่องอายุเลยค่ะ มีแต่ปัญหาเรื่องเราเอาแต่ใจ เพราะเราค่อนข้างที่จะเด็กกว่าพี่เขาเยอะ”

คิดว่าเราเปิดตัวแฟนแรงเกินไปไหม ?
“จริงๆ จ๊ะเป็นคนที่ค่อนข้างตรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ถ้ามีปัญหา จ๊ะตอบตรงๆ อยู่แล้ว เพราะจ๊ะเป็นคนตรงมาก แต่ถ้าคนมองว่าแรงไปไหม มันไม่มีประโยชน์ตรงที่ว่า ถ้าเราเป็นแฟนกัน เราไปเดินห้างไปกินข้าวด้วยกันแล้วมาบอกว่าเป็นพี่น้อง จ๊ะว่ามันไม่ใช่ประโยชน์ จริงๆ คนก็ต้องมองว่าเราสร้างภาพ แล้วคนที่มองว่าจ๊ะโปรโมทเพลง มันก็ไม่ใช่เลย เพราะว่าเราคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้ว แค่ไม่ได้มาโพสต์รูป ก็ไม่ได้โปรโมทเพลงนะคะ”

เขารู้ไหมว่าเราชอบเค้ามาตั้งแต่อายุ 12 ?
“เขามองว่าเป็นเรื่องตลก เขาไม่เชื่อเราเลย แต่หนูชอบเขาตั้งแต่อายุ 12 จริงๆ เป็นหนุ่มในฝัน แต่ตอนนี้กลายเป็นชายแก่ในฝัน (หัวเราะ)”

ไม่ส่องไม่ได้? ไฮโซม่านฟ้า ชุดลูกไม้แหวกอก ราคาเหยียบล้าน

แย่งซีนซุป’ตาร์ทั้งงานกันไปเลย สำหรับนักธุรกิจสาวพันล้าน “ไฮโซม่านฟ้า อรปภัตร จันทรสาขา” ที่ล่าสุดเจ้าตัวโผล่มาร่วมงานประกาศผลรางวัลในชุดลูกไม้สุดเซ็กซี่ จนบรรดาช่างภาพรัวชัตเตอร์กันแทบไม่ทัน ซึ่งพอเราเข้าไปสอบถามถึงราคา ต้องบอกได้คำเดียวเลยว่าชวนอึ้งแบบสุดๆ เพราะชุดนี้เจ้าตัวลงทุนจ้างดีไซน์เนอร์แบรนด์ดังให้ช่วยตัดให้ใหม่ในราคาเหยียบล้าน!!

เท่านั้นไม่พองานนี้สาวม่านฟ้าก็ยังถือโอกาสเคลียร์ความเข้าใจผิดหลังมีเว็บไซด์ดังนำภาพถ่ายของเธอไปแอบอ้างในเชิงธุรกิจให้เราฟังอีกด้วย…

ชุดของเราวันนี้ฮือฮามาก ?
“สำหรับชุดวันนี้นะคะก็คือเป็นชุดที่ตัดใหม่เลย ซึ่งต้องขอบคุณทางแบรนด์มากๆ ที่ยอมใจอ่อนตัดให้ (ยิ้ม) ส่วนราคาของชุดนี้บอกเลยว่าราคาแพงมาก ขนาดม่านฟังยังตกใจเองเลยเพราะราคาเหยียบล้าน คือถ้าสังเกตช่วงหน้าอกให้ดีๆ นะคะ เวลาเราใส่ชุดแนวนี้มันก็จะเห็นว่าเป็นสีขาวเหมือนปกติทั่วไป แต่สำหรับชุดนี้พอใส่แล้วมันจะให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าไม่ใส่ ซึ่งถ้ามองกันด้วยตาเปล่าจะรู้ว่าใส่ แต่ถ้ามองผ่านกล้องจะดูเหมือนไม่ใส่เลยค่ะ คือดูไม่หลอก ดูไม่ปลอม”

ทำไมเราถึงลงทุนเยอะขนาดนี้ในการเลือกชุดออกงาน ?
“ปีหนึ่งม่านออกงานใหญ่แบบนี้แค่ 1-2 ครั้ง เองค่ะ ดังนั้นเราก็ต้องให้เกียรติเจ้าของงานเขาด้วย ซึ่งมันก็คือสาเหตุที่ทำให้ม่านตัดสินใจตัดใหม่หมดเลย ลูกไม้ที่ใช้ก็นำเข้ามาจากประเทศอิตาลี แซ่บมาก”

เรามีส่วนในการช่วยออกแบบชุดนี้บ้างไหม ?
“จริงๆ ทางแบรนด์เขามีชุดหนึ่งค่ะที่ม่านชอบเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว และม่านก็คิดว่าถ้าจะให้แบรนด์ไหนช่วยตัดชุด แบรนด์นี้ก็น่าจะโอเคที่สุด แถมม่านสนิทกับเจ้าของแบรนด์อยู่แล้วด้วย และชุดนี้เขาก็ยังเป็นคนที่ลงมาตัดให้ด้วยตัวเอง สุดท้ายชุดนี้ก็เป็นแบบที่เห็นค่ะ คือเขาใส่ความตั้งใจเข้าไปเยอะมากจริงๆ เป๊ะมากค่ะ”
กลัวไหมว่าการเลือกชุดออกงานของเราครั้งนี้จะมีดราม่าเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ?
“ช่วงแรกๆ ม่านโดนว่าเยอะมากค่ะเรื่องชุด และการใส่ชุดซ้ำกันของดาราก็เป็นอะไรที่ธรรมชาติมากๆ เพราะว่าดาราเขาออกงานกันทุกวัน แต่สำหรับงานนี้พอเรามีเวลาเตรียมตัวเยอะหน่อยเราก็เลยตัดชุดใหม่ทัน ส่วนงานไหนที่เวลาเตรียมตัวน้อยเราก็ต้องไปเช่าไปยืมเขาบ้าง ซึ่งม่านอยากให้เข้าใจตรงนี้ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นม่านก็จะพยายามไม่ใส่ชุดซ้ำคนอื่นเพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นชุดใหม่ๆ (ยิ้ม)”

ถามถึงกรณีที่มีคนนำภาพเราไปแอบอ้างโฆษณาเชิงธุรกิจ ?
“ใช่ค่ะ มีคนส่งข่าวมาให้ม่านดูเยอะมาก แถมข้อความที่เขาเขียนมันก็ค่อนข้างจะหมิ่นๆ ด้วย ซึ่งอาจจะทำให้คนอ่านเข้าใจผิดได้ ดังนั้นในเมื่อตอนนี้ม่านทราบเรื่องแล้ว ม่านก็อยากจะฝากไปถึงคนนำรูปม่านไปใช้หน่อยนะคะว่าถ้าจะใช้จริงๆ กรุณาโทรบอกเลขาส่วนตัวม่านด้วย จ่ายค่าพรีเซ็นเตอร์ให้เรียบร้อยและม่านจะถ่ายให้สวยๆ กว่านี้แน่นอน (ยิ้ม) เอาจริงๆ นะคะเรื่องนี้กระทบกับการทำงานของม่านเหมือนกัน เพราะว่าเวลาคนที่เขาเห็นหน้าเรากับแบรนด์เขาก็จะคิดว่าเป็นของๆ เรา ซึ่งตัวนี้ไม่ใช่เลย”

มีคนใกล้ตัวมาบอกเราเยอะไหมว่าเขาแอบเอาภาพเราไปใช้ ?
“มีเยอะมากค่ะ เอารูปม่านถ่ายกับรถไปลงและบอกว่าเธอทำได้ยังไงเดือนละ 200,000 บาท ซึ่งจริงๆ ม่านหาได้เดือนหนึ่งเยอะกว่านั้นนะคะ เขียนน้อยไป”

เราคิดจะฟ้องเขาเลยไหมกับสิ่งที่เขาทำ เพราะเราเองก็บอกว่ามันค่อนข้างกระทบกับชีวิตเรา ?
“ไม่อยากทำอะไรเลยค่ะ เพราะม่านก็อยู่แบบนี้ของม่านแฮปปี้แล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่หยุดหรือคุณยังดื้อรั้นจะใช้ต่อ ม่านก็คงต้องขอให้ทนายของม่านเรียกตัวมาคุยนิดหนึ่งนะคะ แต่ ณ ตอนนี้ก็อย่างที่บอกค่ะเตือนก่อน เพราะม่านไม่ได้โกรธแค่อยากให้รู้เฉยๆ ว่าม่านไม่โอเค มันทำให้เราเสียหาย แถมมีคนเข้าใจผิดด้วย”

สุดสลด! แม่กลับบ้านไม่เจอลูกชาย พบเพียงสุนัขเฝ้าหน้าห้อง

แม่เลิกงานกลับบ้านไม่เจอลูกชาย พบเพียงสุนัขของลูกเฝ้าหน้าห้องไม่ห่าง พร้อมเห่าท่าทีแปลกๆ เอะใจเคาะประตูเรียกลูกพบว่าห้องล็อก ตัดสินใจพังประตูดูถึงกับเข่าอ่อนพบลูกชายผูกคอเสียชีวิตแล้ว

เรื่องราวสุดสลดในครั้งนี้เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 22 ก.พ. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.ท.หญิง ศุภนันท์ จิตรเนียม รอง สว.(สอบสวน) สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งว่ามีคนผูกคอตนเองภายในห้องนอนของบ้านพักแห่งหนึ่งย่านหมู่ที่ 1 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ จึงพร้อมด้วยชุดสืบสวนและเจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊งเดินทางไปตรวจสอบ

จากการตรวจสอบภายในบ้านพักหลังดังกล่าวที่ชั้น 2 พบว่ามีสุนัขเพศผู้ชื่อเจ้าบัวขาว อายุประมาณ 1 ปี นั่งเฝ้าหน้าห้องไม่ห่าง เจ้าหน้าที่ต้องให้ญาตินำตัวสุนัขไปไว้ยังจุดอื่นเพื่อเข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ โดยจากการตรวจสอบภายในห้องดังกล่าว พบศพ นายจีรภัทร อายุ 18 ปี สวมกางเกงยีนสีน้ำเงิน สวมเสื้อโปโลสีดำ และสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ โดยใช้เชือกไนล่อนผูกคอตนเองกับคานเหล็กของหลังคาโดยมีตู้ลำโพงล้มอยู่ปลายเท้า ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นตู้ลำโพงที่ผู้เสียชีวิตรายนี้ใช้ยืนผูกคอ จากการตรวจสอบไม่พบบาดแผลและร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง

สอบถามไปยังคุณแม่ของผู้เสียชีวิต คุณแม่เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ลูกชายเพิ่งเรียนจบที่จังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นบ้านเกิดได้ไม่นาน ระยะหลังมานี้มักบ่นกับตนเองและยายเสมอว่าเครียดและน้อยใจแฟนสาวที่คบกันมานาน ฝ่ายหญิงได้ตีตัวออกห่างทำให้ลูกชายเกิดความเครียดจึงขอมาหางานทำที่จังหวัดสมุทรปราการ ตนเองจึงไปรับมาอยู่ด้วย
โดยในวันนี้ทราบเพียงว่าลูกชายซึ่งไปสมัครงานไว้และจะเข้าทำงานวันแรก ตนเองก็ไม่ได้เอะใจอะไรและออกไปทำงานปกติ กระทั่งช่วงสายลูกชายโทรศัพท์ไปแจ้งว่าจะกลับมาบ้านพักเนื่องจากวินจักรยานยนต์รับจ้างไปส่งที่บริษัทไม่ถูก ตนจึงบอกให้กลับมาพักผ่อน จนกระทั่งเลิกงานกลับมาเห็นบ้านเงียบผิดปกติ ตะโกนเรียกลูกชายไม่มีเสียงตอบและพบเจ้าบัวขาวสุนัขที่ลูกชายเลี้ยงมาแต่เล็กนั่งเฝ้าและเห่าหอนอยู่ที่หน้าห้องของลูกชาย นึกเอะใจไปเคาะประตูเรียกแต่ไม่ตอบ จึงพังประตูเข้าไปก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อพบว่าลูกชายผูกคอเสียชีวิตแล้ว หลังจากตั้งสติได้จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว

ขณะที่คุณยายวัย 70 ปี ยายของผู้เสียชีวิตออกมาระบุว่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหลานชายได้ขอไปนอนด้วยและเอ่ยปากถามตนเองว่า หากตัวเองตายไปยายจะทำเช่นไรและจะอยู่ได้ไหม ซึ่งตนเองก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นคำพูดลางบอกเหตุในครั้งนี้ของหลานชาย

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันในเบื้องต้น ทางครอบครัวไม่ติดใจสาเหตุการตาย ส่วนแรงจูงใจการก่อเหตุในครั้งนี้สันนิษฐานว่า เกิดจากความน้อยใจแฟนสาวที่คบกันมาหลายปีและถูกตีตัวออกห่างในระยะหลังนี้ จึงเกิดความเครียดตัดสินใจผูกคอตนเองเสียชีวิตในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามได้มอบร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้งที่สถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ

โบว์ แวนด้า น้ำตาคลอ หลังมีคอมเม้นท์ใช้ชื่อปอหาเงิน

คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว “โบว์ แวนด้า” น้ำตาคลอ แจงเหตุโพสต์ไอจี ถูกกล่าวหาใช้ชื่อสามี ปอ ทฤษฎี หากิน บอกถ้าจะด่า ให้ด่าตนคนเดียว

เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ทั้งต้องทำงาน และคอยดูแลลูกๆ หลังจากที่สูญเสีย “ปอ ทฤษฎี สหวงษ์” ไป แต่กลับต้องมาเจอกับคอมเม้นท์บางคอมเม้นท์ที่ทำให้บั่นทอนจิตใจ สำหรับ “โบว์ แวนด้า” จนทำให้ต้องโพสต์ชี้แจงลงในอินสตราแกรมส่วนตัว และทำให้หลายคนแอบเป็นห่วง ล่าสุด ทางโบว์ แวนด้า ก็ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่า…

หลายคนเป็นห่วงที่โพสต์ในไอจี?

“ปกติไม่ค่อยจะมีอะไรแบบนี้ใช่ไหม(ยิ้ม) จริงๆแล้วเรื่องก็คงจะมาจากเรื่องโซเชียลอะไรต่างๆ อะค่ะ ซึ่งโบว์ก็เข้าใจว่าทุกอย่างในโลกโซเชียลมันมีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งคนที่ชอบเราและไม่ชอบเรา ซึ่งไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร ไม่ชอบก็คือไม่ชอบเราก็เข้าใจ

แต่ที่ผ่านมาโบว์ก็ได้รับรู้ทั้งดีและไม่ดีเกี่ยวกับตัวโบว์ ด่าบ้าง ตำหนิบ้าง แต่ในสิ่งที่ตำหนิติเตียนมาโบว์รับนะคะ ก็เหมือนคอยเตือนสติตัวเราว่าเราทำถูกไหม ถ้าไม่ถูกก็ยินดีที่จะนำคำเหล่านั้นมาปรับปรุงตัว

แต่ถ้าในเรื่องของการด่าหยาบๆคายๆ หรือว่าดูถูกคนอื่นและก็บั่นทอนจิตใจคนอื่นด้วยคำพูดที่ไม่สมควร บางทีเราก็รู้สึกไม่ดี แต่ในใจก็รู้ว่าไม่จำเป็นต้องแคร์คนพวกนี้ แต่บังเอิญว่ามันเป็นคำพูดที่มีพี่ปอ เข้ามาเกี่ยว มีลูกเราเข้ามาเกี่ยว

เราก็เลยรู้สึกว่า แล้วคือไม่เข้าใจคือการที่คนรักของเราหรือว่าใครก็ตามแต่ในครอบครัวที่เรารัก จากเราไปไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตายมันมีความเสียใจในตัวอยู่แล้ว แล้วไม่ใช่ว่าโบว์เสียใจคนเดียว ทุกครอบครัวเผชิญกับการสูญเสีย ทุกครอบครัวก็เสียใจ

แต่อาจจะเสียคนที่เรารักต่างรูปแบบต่างสถานการณ์กันออกไป แต่โบว์เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เหมือนกันก็คือความรู้สึกโศกเศร้าและเสียใจที่มันต้องมีอยู่แล้ว แล้วก็ในเรื่องความเชื่อต่างๆมันก็เป็นความเชื่อของตัวบุคคล

บุคคลใดเชื่อแบบไหนก็เป็นเรื่องของคนนั้นมันไม่มีความเชื่อใดถูกหรือผิด ถ้าโบว์ยังคงสอนลูกให้เขารักพ่อเขาผ่านรูปภาพ ผ่านสิ่งของพ่อเขา โบว์ก็ไม่รู้สึกว่ามันจะผิด กับการที่วันหนึ่งเราจะสอนให้ลูกรู้ว่าผู้ชายคนนี้ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ คือพ่อของเขา รักเขามากแค่ไหน ก็อยากจะให้เขารักพ่อเขา(เสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ)

ก็เลยไม่เข้าใจว่าผิดตรงไหน สอนให้ลูกอยู่กับความหลอกลวงตรงไหน มีบอกว่าเอาลูกเอาสามีมาหากินก็งงว่าโบว์ทำอะไรที่เป็นของพี่ปอแล้วโบว์ทำขาย หรือว่าโบว์ไปต้มตุ๋น ไปหลอกลวงใคร ทุกวันนี้โบว์ทำงานมีโอกาสดีๆงานดีๆมารอตรงหน้าโบว์ ถามว่าโบว์ก็ต้องรับ

แต่ละงานไม่ใช่ง่ายๆนะคะ ไม่ได้หากินง่ายนะคะ ทุกงานพอมันผ่านออกมาด้านหน้าคนมองอาจจะรู้สึกว่าสบาย อาชีพนี้สบาย ไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้เงิน แต่มันไม่ใช่นะคะ ในทุกอาชีพมันมีความเหนื่อยความยาก ไม่ว่าอาชีพนั้นจะมีค่าตอบแทนน้อยหรือมาก แต่มันมีคุณค่ามีศักดิ์ศรีของมัน

เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่โบว์ยึด คือสิ่งที่พี่ปอพูดกับโบว์ตลอด คือคนเราจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีงานทำ อยู่ที่ว่างานนั้นคุณตั้งใจกับมันหรือเปล่า และในทุกๆงานที่โบว์ได้รับโอกาสมามันไม่ใช่ง่ายๆสำหรับโบว์ เพราะโบว์ไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านนี้

แต่ ณ วันหนึ่งถ้าโบว์รับงานมาแล้ว มีโอกาสดีๆมาแล้ว โบว์ตั้งใจ ทุ่มเท ทำไม่ได้ก็ต้องทำให้ได้ ให้มันออกมาดีที่สุด โบว์ก็เลยรู้สึกว่างานอะมันไม่ได้ง่ายนะ ไม่ได้นั่งรอ นอนรอ แล้วมีคนโอนเงินเข้าบัญชีมาให้โบว์ใช้ทุกวัน มันไม่ใช่”
มันบั่นทอนจิตใจเรา ทำให้เรากดดัน และเสียใจไหม?

“เอาง่ายๆมันไม่ใช่แค่โบว์หรอกค่ะ ถ้าเป็นท่านอื่นที่โดน มันก็รู้สึกบั่นทอนจิตใจทุกคนอยู่แล้ว โบว์แค่ถามว่ามือคุณอยู่บนคีย์บอร์ด คุณสามารถที่จะพิมพ์ จะบั่นทอนจิตใจใครไม่ใช่แค่โบว์คนเดียว แค่รู้สึกว่ามันน่าจะมีกฎหมายอะไรมารองรับตรงนี้ คำที่สะเทือนใจที่สุดคือเอาพี่ปอมาเกี่ยว ดีนะขุดกระแสขึ้นมา เอาพี่ปอมาอ้างเพื่อทำมาหากินต่อไป เอาลูกมาทำมาหากิน

คือถ้าด่าโบว์อะ ด่ามาเลยโบว์ไม่สน แต่เราอะยังทำใจไม่ได้กับการที่เอาพี่ปอเอาลูกเข้ามาเกี่ยว ซึ่งลูกเราก็ไม่รู้เรื่อง มันก็เลยรู้สึกแบบ เห้ย ด่าโบว์เหอะ อย่าไปยุ่งกับพี่ปอ เพราะ ณ วันนี้และต่อไปในอนาคตจนโบว์ตายอะโบว์ก็ยังให้ลูกโบว์รักพ่อเขาผ่านสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เห็นว่านี่แหละคือพี่ปอ โบว์ก็ยังสอนลูกโบว์ต่อไป”

ทุกวันนี้เรายังเลือกที่จะรับรู้ในสิ่งที่เขาคอมเม้นท์ไม่ดีอยู่ไหม?

“ปกติแล้วโบว์ก็จะอ่านทั่วไป เพราะว่าเราก็จะดูด้วยว่า เราทำอะไรที่มันไม่เหมาะสมหรือเปล่า ก็จะมีบางคนบอกน้องโบว์ค่ะอย่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคะ เราก็จะเออ เราทำแบบนี้ไปหรือเปล่าป้าปู เราก็จะพยายามดูว่าหรือทำอันนี้ไม่ถูกหรือเปล่า

คือสิ่งเหล่านี้อ่านผ่านตาบ้างก็ดีเพื่อเป็นการเตือนสติเรา ว่าเราทำสิ่งที่เหมาะหรือไม่เหมาะ แต่อย่างที่บอกถ้าเป็นคำหยาบ ด่าแบบไม่มีเหตุผลแบบนี้บางทีมันก็…(ส่ายหัว)”

จะมีการเอาเรื่องหรืออะไรไหม?

“ไม่ค่ะ ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันสร้างผลดีต่อคุณก็ทำต่อไป แต่เชื่อว่าคนที่ทำอะอาจจะยังไม่เคยพบกับการสูญเสีย หรือว่าไม่มีคนรักเขา หรือเขาไม่เคยรักใคร ก็เลยไม่เห็นคุณค่าของความรัก”

อยากขอบคุณกำลังใจที่ยังส่งมาให้เราเสมอไหม?

“ขอบคุณมากจริงๆค่ะ หลายๆกำลังใจก็ทำให้รู้สึกว่าทำไมเราต้องไปรู้สึกอะไรมากมายกับคำพูดแค่ไม่กี่ประโยค ก็ดีค่ะ ก็ทำให้โบว์รู้สึกเข้มแข็งขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าอะไรที่มันยากๆก็ต้องผ่านไปให้ได้ ถ้า ณ วันหนึ่งเรารู้แล้วว่ามีคนชอบเราที่ไหนก็รู้เลยว่ามีคนเกลียดเราแล้ว ก็ต้องยอมรับให้ได้ทั้งคนชอบ ทั้งคนเกียดเรา”

จะมีผลต่อการตัดสินใจรับครั้งต่อไปไหม?

“ไม่มีค่ะ ยังยึดคำพี่ปออยู่ คนเราจะมีคุณค่าต่อเมื่อมีงานทำเท่านั้น แล้วงานทุกงานก็เป็นสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้เรา โบว์เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ทำงานง่ายๆ ไม่ใช่คนที่ไม่เคยลำบากมาก่อน เคยไขว่คว้าโอกาสเหมือนกัน เคยอยากจะได้โอกาสเหมือนคนอื่นเขา เคยพยายามหาโอกาสให้ตัวเองแต่สุดท้ายก็ไม่ได้โอกาส เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน

ณ วันนี้แม้โอกาสนั้นจะได้มาด้วยอะไรก็ตามแต่ นั่นคือสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตเรา ถ้าโอกาสนั้นดี เป็นงานอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำแล้วมีคุณค่ากับตัวเอง สร้างประสบการณ์ให้ตัวเอง แม้กระทั่งทำแล้วมะลิได้เรียนรู้ในสิ่งที่เขาไม่เคยเรียนรู้ โบว์ก็ยังคงรับงานต่อไป”

ห่วงน้องมะลิไหมว่าโตมาแล้วอาจจะต้องมาอ่านเจออะไรแบบนี้?

“ก็คงอธิบายให้น้องฟังว่ามันคืออะไร แล้วก็คงต้องอธิบายว่าสังคมปัจจุบันก็เริ่มอยู่ยาก อยู่ที่ว่าเราจะปรับตัวอยู่ในสังคมยังไงให้เราดี ก็แค่หลีกเลี่ยงคนไม่ดี สังคมที่ไม่ดีแค่นั่นค่ะ”

จบดราม่า! ฌอห์ณ ยันไม่เคยพูด ไม่อยากร่วมงาน เอสเธอร์

หลังจากที่ปล่อยให้ประเด็นดราม่า “จิ้นแตก” คาราคาซังมานาน แถมฝ่ายหญิงอย่างสาว “เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา” ก็ออกมาเคลียร์ผ่านสื่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!!

ล่าสุดก็ถึงคิวที่หนุ่ม “ฌอห์ณ จินดาโชติ” ต้องออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวกับเขาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่หลายคนยังคงสงสัยกรณีออแกไนซ์งานอีเว้นท์ออกมาแฉว่าพระเอกหนุ่มคือคนที่ปฏิเสธร่วมงานกับสาวเอสเธอร์ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?? ซึ่งหนุ่มฌอห์ณก็ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จในมุมของตัวเองถึงเรื่องนี้ให้เราฟังว่า…

“มันก็ไม่มีอะไรมากครับเพราะทางผู้ใหญ่กับทางผู้จัดการของผมก็ได้ชี้แจงไปหมดแล้ว มันก็เป็นแค่การคุยงานติดต่องานที่ไม่ตรงกันตั้งแต่แรกในตอนท้ายในฐานะผู้ว่าจ้าง ก็เลยต้องถามผู้ว่าจ้างว่าต้องการจะทำงานแบบไหน ต้องการจะทำงานคู่ก็ว่าไปตามงานคู่ ถ้าทำงานเดี่ยวก็ต้องถามลูกค้าว่าจะเลือกแบบไหน เพราะการจะรับงานอีเว้นท์ของผมไม่เคยมีปัญหาในการทำงานอีเว้นท์ที่ไหนเลย ซึ่งเราเข้าใจว่ากระบวนการในการบอกต่อมันอาจจะมีปัญหาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา แต่ตัวเราเองได้คุยกับทางลูกค้าแล้วว่าปัญหามันคืออะไรเข้าใจตรงกันไหม ซึ่งลูกค้าก็โอเค แต่ผมไม่อยากให้พอไปเล่ากันปากต่อปากเรื่องราวเลยบานปลาย ส่วนผมมีหน้าที่ในการชี้แจงปัญหาทุกอย่าง”

เราไม่ได้เป็นคนออกปากว่าไม่อยากร่วมงานกับเอสเธอร์ใช่ไหม ?
“ผมไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะเรายังถามเขากลับไปว่าถ้าจะรับงานคู่ก็ต้องมีการคุยกันไหม เพราะนักแสดงทุกคนจะต้องทราบอยู่แล้วในเรื่องของเรตราคา ซึ่งตอนแรกเรารับงานปกติเหมือนทางที่ผู้จัดการแจ้งไป และหลังจากนั้น 3 วัน เรามารู้จากการโพสต์ของคนอื่นว่าเราต้องร่วมงานกับเขา เราเลยรู้สึกว่ามันไม่ได้มีปัญหาที่ตัวบุคคล แต่เรามีปัญหาในเรื่องของการคุยงานที่มันไม่เป็นผู้ใหญ่ เรารู้สึกแค่ว่าบอกตรงๆ ก็ได้เพราะผมเป็นนักแสดง จะทำอะไรก็ได้ แค่คุณแจ้งให้เราทราบล่วงหน้าเท่านั้นเอง ถามว่ารู้สึกกดดันไหม ไม่โกรธครับที่บ้านผมไม่มีใครโกรธเลย”

ทางเอสเธอร์บอกว่าเป็นเราที่ไม่อยากร่วมงานด้วย ?
” ก็อย่างที่บอกครับความจริงก็คือความจริง ผมไม่ได้มาตีโพยตีพาย โชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการหลายท่านเข้ามาช่วย ผมต้องขอบคุณพี่เอกกี้ด้วยเพราะถ้าไม่ได้พี่เอกกี้ผมก็แย่เหมือนกัน แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีการเคลียร์กันเพราะไม่ได้มีใครติดต่อมาเราก็เลยไม่ได้ติดต่อไป เนื่องจากเรารู้สึกว่าทุกคนได้บอกเหตุผลในส่วนของตัวเองไปหมดแล้ว ต่อไปถ้าจะร่วมงานก็แค่ดิวงานกันใหม่”

ในเรื่องของวินัยการทำงานที่ทางออแกไนซ์บอกว่าเรามาสาย ?
“เขานัดผมประมาณบ่าย 2 และงานเริ่มบ่ายสาม 3 ตอน 2 โมง 15 ผมยังขออนุญาตเขาไปปัสสาวะอยู่เลย พี่เอกกี้มาตอน 2 โมง 15 ผมก็ยังคุยกับแกอยู่ เอาจริงๆ นะครับในฐานะนักแสดงผมคิดว่าเรื่องวินัยเป็นสิ่งสำคัญมาก แค่คุณมาสายก็แย่แล้ว และมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะผิดพลาด ถ้าสมมุติผมมาสายจริง ผมคงเดินไปคุยกับทางเจ้าของงานตั้งแต่แรกแล้วเพราะในวันงานที่พี่นักข่าวก็อยู่ แต่ผมรู้สึกว่าตัวผมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และผู้ใหญ่ก็อยู่ในงานก็เลยไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไร ถามว่างงไหมที่ทางนั้นออกมาพูด ไม่งงครับ เพราะคนเรามีเหตุผลหลายแบบ คนเรามีหลายประเภท เขาก็อาจจะเป็นคนอีกประเภทหนึ่งที่เป็นคนละแบบกัน”

สามารถร่วมงานกับทางออแกไนซ์ทีมนี้ได้อีกไหม ?
“จ้างมา คุยให้ตรงครับแล้วผมจะไป”

มีดราม่าแจกผลไม้ให้ เอสเธอร์ ?
“ผมไม่ชอบนะ ผมไม่มีความเห็นด้วยเกี่ยวกับการแบ่งทีม เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ยังเป็นพี่น้องในวงการเดียวกันไม่ช้าหรือเร็วเราก็ต้องเจอกันไม่ว่ากับใครก็แล้วแต่ ผมยังอยากมองหน้าแล้วพูดคุยกับเขาได้ปกติ ผมรู้สึกว่าการไปแจกผลไม้มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันไม่ใช่เทศกาลนี้ด้วย (หัวเราะ) การแสดงความคิดเห็นสามารถแสดงได้แต่อย่าไปทำร้ายกัน ส่วนเรื่องที่ผมโดนหาว่าไม่อยากร่วมงานกับทางนั้น ผมคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งเขาก็คงเข้าใจเอง เพราะผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้มีปัญหา แต่ไม่ได้มีการคุยกันนอกรอบเลย เพราะไม่ได้รับการติดต่อมา ผมทราบทุกอย่างจากที่พี่ๆ บอกและรู้จากการลงรูป ซึ่งผมก็รู้สึกว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เราก็ยึดตามเหตุผลของเรา ผิดก็ว่าไปตามผิดถูกก็ว่าไปตามถูก”

เราไม่อยากอธิบายอะไรเลยเหรอให้คนที่เขาอาจจะกำลังเข้าใจเราผิด ?
“ยิ่งพูดเรื่องมันก็จะยิ่งไม่จบครับ ผมเป็นห่วงคนในครอบครัวและแคร์คนรอบข้างมากกว่า และงานผมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ ถ้าจะให้มาแคร์แค่งานอีเว้นท์งานเดียวมันก็ไม่ใช่ ถ้าตัวเราผิดแล้วก็ออกมาชี้แจงว่าเราผิดอะไร และเรื่องที่เราพูดมันก็คือรายละเอียดของการทำงานทั้งหมดแล้ว”

ตอนนี้มีการแบ่งทีมกันแล้ว ?
“ผมไม่ได้แบ่งทีมครับ ก็จ้างมาอย่างที่บอก ละครถ้าจ้างมาผมก็ไป งานอีเว้นท์ถ้าจ้างมาแล้วถูกต้องตามกระบวนการผมก็ไป ขอแค่ให้ผมทราบล่วงหน้าว่าคุณต้องการอะไรบ้าง ผมคิดว่าในฐานะนักแสดงแค่บอกตรงๆ เราก็ยินดีทำให้”

ความรู้สึกของเราที่มีต่อ เอสเธอร์ ยังเหมือนเดิมไหม ?
“(นิ่งคิด) ผมก็เรื่อยๆ นะ อาจจะมีจุกๆ บ้าง ก็รู้สึกว่าเขาแค่เข้าใจผิด เดี๋ยววันหนึ่งเขาก็จะเข้าใจถูกมันแค่คนที่มองต่างมุมถ้าเรามองในมุมเขาก็เข้าใจ เพราะถ้าเขารับสารมาแบบนั้นโดยที่ไม่ได้ฟังทั้งหมด ก็อาจจะเข้าใจได้แบบนั้น ก็เลยรู้สึกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวทุกอย่างจะคลี่คลายเองในวันหนึ่ง แต่ผมก็ยินดีจะร่วมงานกับเขานะ และผมพูดวันนี้ก็จะจบวันนี้พรุ่งนี้ผมไม่พูดแล้ว เพราะจริงๆ เรื่องนี้มันผ่านมาเป็นเดือนแล้วทำงานอื่นมาหลายอย่างแล้วมันจะไม่จบถ้าคุณคิดจะพูดอยู่ ถ้าเรื่องมันจะจบก็คือทุกคนคิดที่จะเงียบ”

เรายังร่วมงานกับเอสเธอร์ได้อยู่ใช่ไหม ?
“ได้ครับ เพราะทางผู้ใหญ่ พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร) ก็เรียกผมเข้าไปคุยว่า แพลนละครของผมจะเป็นยังไงแล้วอยากร่วมงานกับใครบ้าง”

แสดงว่าเรามีแพลนจะได้ร่วมงานกับเอสเธอร์จริงๆ ?
” ผู้ใหญ่เขาก็วางๆ กันอยู่ครับ ผมก็ตอบได้แค่นี้เพราะทางน้องเขาอาจจะยังไม่ทราบ เพราะถามพี่ป้อนเขายังไม่ได้คอนเฟิร์มเคาะเรื่อง แต่ถามพี่ป้อนแค่บอกกับผมว่าพี่ยังอยากให้ฌอห์ณร่วมงานกับน้องอยู่นะเพราะเป็นเคมีที่ดี เดี๋ยวเขาคงหาเรื่องที่เหมาะสมถ้าไฟนอลเมื่อไหร่เดี๋ยวก็คงจะมีคนโทรมาบอกผมเอง ถามว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้เราสองคนอาจจะไม่ได้ร่วมงานกันแล้วหรือเปล่า ผมไม่มีปัญหาครับขอแค่จ้างมาและพูดมาให้ตรง เพราะผมยังต้องทำงานหาเงินจะมาใช้ทัศนคติว่าไม่รับงานกับคนนั้นคนนี้ ผมก็คงตายครับ บ้านผมลำบาก”

เรายังสนิทใจในการทำงานกับเอสเธอร์ไหม ?
“สนิทใจครับ เพราะว่าไม่ใช่ปัญหาของผมกับน้อง แต่เป็นปัญหาของคนกลางที่คุยงานไม่เคลียร์เท่านั้นเอง”

เหมือนคนกลางจะลักไก่ให้เราทำงานร่วมกันใช่ไหม ?
“ผมไม่พูดแบบนั้นดีกว่าครับ เพราะเขาก็มีเหตุผลของเขา เพียงแต่มุมของผมที่รับสารมาคือผมรับสารมาแค่นี้”

เรื่องที่ เคน ภูภูมิ โพสต์ว่าอย่าเห็นแก่ตัว ?
“เขาก็ตอบแล้วนี่ว่าไม่ได้หมายถึงใคร เป็นคำสอนดีๆ ก็โอเคครับ ผู้ชายเขาไม่คิดอะไรกันแบบนั้นหรอก มีอะไรเขาก็คุยกับผมตรงๆ มากกว่า ถามว่ายังร่วมงานกับเคนได้ไหม ผมอยากร่วมงานกับช่อง 3 อยู่แล้ว ถามว่าได้คุยกับเคนบ้างไหม ไม่ได้คุยครับ เคยเจอครั้งถึงสองครั้งตามงาน ก็ทักทายสวัสดีกันในฐานะพี่น้อง แต่ก็ไม่ได้ไปโกรธเคืองหรืออะไร เพราะเราก็เข้าใจในมุมของเขา และเขาก็ออกมาพูดว่าไม่ได้หมายถึงเรา ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมาก ผมไม่เคยทะเลาะกับใครและผมก็ไม่ชอบทะเลาะกับใคร เพราะสุดท้ายแล้ววงการมันแคบปีหน้าก็อาจจะเจอกันก็ได้ เราร่วมงานด้วยกันดีๆ ดีกว่า”

มีอะไรอยากฝากคนที่อยู่ทีม ฌอห์ณ ไหม ?
“บอกตรงๆ เลยครับว่าทุกครั้งที่มีปัญหาหรือสงคราม ไม่มีผลดีต่อทั้งสองฝ่ายเลย เพราะทุกคนก็จะมีบาดแผลหรือเจ็บตัว สุดท้ายก็อยากจะฝากบอกว่าคุณชอบใครก็สนับสนุนเขา คุณไม่ชอบใครก็อย่าไปทำร้ายเขา เพราะสุดท้ายแล้วคนที่คุณชอบและคุณไม่ชอบ เขาอาจจะมาร่วมเฟรมกันและอาจจะมาเป็นเพื่อนสนิทกันในชีวิตก็ได้ ฉะนั้นสนับสนุนคนที่เรารักและก็ช่วยเหลือนกันดีกว่าไปทำร้ายคนอื่น เพราะผมก็บอกเหมือนกันว่าอย่าไปคอมเม้นท์ทำร้ายกัน เราอยู่ในจุดตรงนี้ดีแล้ว อยู่เฉยๆ ดีที่สุด”

“ทางครอบครัวจินดาโชติ รวมถึงครอบครัวก้องธรนินทร์ กำลังจะสร้างอุโบสถที่บุรีรัมย์ อำเภอนางรอง วัดหัวสะพาน ตอนนี้ก็เรี่ยไรเงินมาได้นิดหนึ่งแล้ว แล้วขาดอยู่เยอะมากเลยครับ ซึ่งทางผมก็เปิดบัญชีอยากให้ทุกคนมาร่วมอนุโมทนาบุญ ซึ่งก็เรี่ยไรเงินประมาณถึงเดือน 5-6 สามารถติดตามรายละเอียดได้จากอินสตาแกรมผม ก็อยากให้มาร่วมบุญกันเยอะๆ เพราะทางวัดยังขาดแคลนอยู่อีกเยอะมาก ถามว่าตอนนี้ผมขาดงบประมาณอีกประมาณเท่าไหร่ ตอนนี้ผมมีอยู่ 200,000 ครับ ขาดอยู่อีกประมาณ 800,000 กว่าบาท อยากให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงบอกต่อ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ดีกว่าทำอย่างอื่น”

การทำบุญนี้ถือว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์หรือเปล่า ?
“ถ้าจะสะเดาะเคราะห์ไปเล่งเน่ยยี่ก็ได้ (หัวเราะ) ไม่ต้องครับ เพราะทุกเรื่องสอนให้เรามีประสบการณ์ชีวิตและมีสติไปกับมัน”

ญาติหนุ่มแบงก์ยิงตัวตายแฉกลับ เพื่อนบ้านปีนเสาเคยใส่ร้าย

กรณีนายนายสุทธิชาติ อายุ 37 ปี เกิดอาการเครียดปีนเสาวิทยุที่อาคารอำนวยการโรงพยาบาลราชบุรี เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังครอบครัวตนเองมีปัญหากับนายนราวัฒน์ อายุ 31 ปี หนุ่มธนาคาร จนเป็นเหตุให้คู่กรณีรายนี้ตัดสินใจยิงตัวตายในรถเก๋งของตัวเอง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ภรรยาของนายสุทธิชาติ ให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ว่า สามีตนมีอาการคิดมากหลังเกิดเหตุปัญหากับนายนราวัฒน์ (หนุ่มธนาคาร) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกัน พร้อมเล่าว่าเคยถูกเพื่อนบ้านรายนี้ใช้อาวุธปืนยิง และมีการแจ้งความดำเนินคดี ล่าสุดนายนราวัฒน์ คู่กรณีเครียดจัดจนใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิต พร้อมกล่าวอ้างว่าญาติและเพื่อนๆของผู้ตายได้ พยายามโพสต์เฟสบุ๊ครุมต่อว่าครอบครัวตน และกล่าวหาว่าครอบครัวตนเป็นต้นเหตุให้คู่กรณียิงตัวตาย และยังโพสต์ไม่ให้คนมาซื้อของที่ร้านค้าของตน ทำให้สามีเกิดความเครียด

ล่าสุดญาติของนายนราวัฒน์ ผู้ตาย ให้ข้อมูลกับ Sanook News! ว่านายสุทธิชาติเคยทะเลาะกับผู้ตายเรื่องที่จอดรถ เนื่องจากบ้านของนายสุทธิชาติ อยู่หัวมุมและมีการจอดรถขวางทาง ทำให้ผู้ใช้เส้นทางขับรถผ่านด้วยความลำบาก และก็เป็นสาเหตุให้เกิดการวิวาทกัน เรื่องราวลุกลามมาตลอดจนกระทั่งคืนวันหนึ่งนายสุทธิชาติขับรถซูซุกิคาริเบียนสีขาว พุ่งชนบริเวณประตูรถเก๋งของนายนราวัฒน์ ซึ่งขณะนั้นนายนราวัฒน์นั่งอยู่ในรถเพื่อเก็บของเหมือนจงใจให้เกิดอุบัติเหตุ เป็นเหตุให้นายนราวัฒน์โกรธจึงใช้อาวุธปืนยิงใส่รถเพื่อตอบโต้ ภายหลังนายสุทธิชาติยังขับรถพุ่งชนท้ายรถเก๋งของนายนราวัฒน์จนได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มีภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกไว้ได้อย่างชัดเจน
จนกระทั่งนายสุทธิชาติ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีกับนายนราวัฒน์ที่ใช้อาวุธปืนยิง ขณะเดียวกันยังเดินทางไปให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง โดยให้ข้อมูลขัดแย้งจากหลักฐานภาพกล้องวงจรปิด ขณะเดียวกันยังได้ส่งข้อความร้องเรียนไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของนราวัฒน์ในเชิงตำหนิ และประจาน
ญาติฝ่ายนายธนาคารยังเล่าว่า หลังนายสุทธิชาติพร้อมภรรยาออกรายการโทรทัศน์ ครอบครัวนี้ยังคงเดินสายไปร้องเรียนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับเร่งรัดคดีให้จับกุมนายนราวัฒน์ ขณะที่มีการต่อสู้ทางคดีปรากฏว่ามีเฟสบุ๊คปริศนาพยายามส่งข้อความมากรรโชกทรัพย์นายธนาคารรายนี้ด้วย ในที่สุดนายนราวัฒน์จึงเกิดความเครียดและยิงตัวตาย
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนมีความพยายามวางแผนเพื่อต้องการผลประโยชน์บางอย่าง จึงอยากออกมาให้ข้อมูลอีกด้านให้คนในสังคมได้พิจารณากับสิ่งที่เกิดขึ้น

เอมมี่ ตอบข้อสงสัย!! เม้าท์ร้ายเกาเหลา ชมพู่ อารยา

ขนาดเป็นปาร์ตี้วันคล้ายวันเกิดแท้ๆ ยังเจอกับประเด็นดราม่าให้ต้องปวดหัวซะได้ สำหรับนักแสดงสาว “เอมมี่ มรกต” หลังเจอแมงเม้าท์กระพือข่าวหนักเวอร์ว่า เธอและซุป’ตาร์ เพื่อนซี้ “ชมพู่ อารยา” ซดเกาเหลากันเอง ถึงขนาดไร้เงาอีกฝ่ายมาร่วมงานฉลองวันเกิดเหมือนทุกปี!!!

ซึ่งล่าสุดขณะที่สาวเอมมี่จัดงานแถลงข่าวเปิดสตูดิโอปั่นจักรยานในร่ม “RYDE Cycle” เจ้าตัวก็ได้ถือออกมาชี้แจงให้เราฟังกันแบบชัดๆ ถึงสาเหตุที่สาวชมพู่ได้เดินทางมาร่วมงานในวันนั้นให้บรรดาขาเม้าท์ได้หายข้องใจแล้วว่า…

“วันเกิดที่ผ่านมาก็ดีนะคะ ถือว่าเป็นวันเกิดอีกปีหนึ่งที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ และคนที่เรารัก อีกอย่างรู้สึกโชคดีที่ปีนี้คุณพ่อคุณแม่บินมาหาจากที่ประเทศอังกฤษเลยมีโอกาสได้ไปทำบุตรด้วยกัน ส่วนตอนเย็นก็มีงานปาร์ตี้ โดยการจัดปาร์ตี้วันเกิดครั้งนี้มี่ตั้งใจไม่ขอของขวัญจากเพื่อนๆ แต่จะให้เพื่อนร่วมกันหยอดกล่องบริจาคแทน เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทางภาคใต้ ซึ่งยอดเบ็ดเสร็จที่รวมได้ก็ประมาณเกือบ 400,000 บาท ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนมากค่ะที่มาทำบุญร่วมกัน ชาติหน้าเราได้เกิดมาเจอกันแน่ (ยิ้ม)” เอ่อ…สำหรับเงินที่ได้มาจากงานในวันนั้น ก็มีครึ่งหนึ่ง คิด เบญจรงคกุล เขาส่งไปเพื่อให้ความช่วยเหลือบ้างแล้ว แต่อีกครึ่งหนึ่งนั้นเขาก็รอให้เราว่างพร้อมกันและก็จะได้ชวนเพื่อนๆ ไปลงพื้นที่ในภาคใต้ด้วยตัวเอง (ยิ้ม)”

คุณพ่อคุณแม่มาเมืองไทยครั้งนี้ตั้งใจว่าจะมาร่วมลุ้นอุ้มหลานด้วยเลยไหม ?
“ลุ้นกันมาตั้งนานแล้วค่ะ (หัวเราะ) แต่จริงๆ มี่เชื่อว่าท่านเองก็คงไม่ได้อยากจะกดดันมี่เท่าไหร่หรอก เพราะตอนนี้มี่ก็กดดันตัวเองมากแล้ว แต่อย่างที่ทราบเนอะธุรกิจหลายๆ อย่างของมี่ตอนนี้ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วเหมือนกัน มี่ก็เชื่อว่าหลังจากนี้คงมีเวลาทำการบ้านมากขึ้นค่ะ (หัวเราะ)”

คุณแฟนได้ทำเซอร์ไพรส์พิเศษให้เราบ้างหรือเปล่า ?
“ไม่มีค่ะ ปีนี้มี่ไม่ได้ขออะไร และตัวเขาเองก็ไม่ได้ให้อะไรมี่ด้วย อีกอย่างตอนที่คุยว่าจัดงานวันเกิดกับคิดเขาก็ช่วยออกความเห็นด้วยว่าจะให้มีกิจกรรมหาเงินไปทำบุญกัน”

หลายคนจับตามองว่าทำไม ชมพู่ อารยา ถึงไม่มาร่วมงาน ?
“ตอนนี้ทุกคนก็น่าจะทราบดีนะคะว่าชมพู่เขาตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เขาต้องดูแลตัวเองมากๆ เนื่องจากเขาค่อนข้างเหนื่อยง่ายเพลียง่าย มี่ก็เลยบอกกับเขาว่าไม่เป็นไรมันเป็นแค่ปาร์ตี้เฉยๆ ซึ่งหลายคนก็พยายามสร้างประเด็นว่าเราทะเลาะกันนู่นนันนี่ แต่มี่ยืนยันนะคะว่าไม่มีอะไรเลย และที่สำคัญมี่อยากให้เขาใช้เวลาตรงนี้รักษาตัวมากกว่า เพราะตัวมี่เองก็เป็นห่วงหลานเหมือนกัน”

จริงๆ วันงานเขามีบ่นให้เราฟังไหมว่าอยากมาร่วมงานด้วย ?
“ไม่หรอก คือมันแค่งานปาร์ตี้เนอจะจัดเมื่อไหร่ก็ได้ มันไม่ได้แบบว่ามีอะไรเลย แถมหลังจากงานจบมี่ก็ไปหาเขาที่บ้าน ไปช่วยดูแลเขาเหมือนกัน”

เรากับเพื่อนๆ เห่อหลานขนาดไหน ?
“เห่อมาก (ลากเสียงยาว) เพราะตอนนี้คุณชมเขาใช้สิทธิ์คนท้องแบบเต็มที่จริงๆ นิดๆ หน่อยๆ ก็ต้องให้เพื่อนๆ ช่วยดูแล (ยิ้ม) อย่างตัวมี่เองตอนนี้ก็โชคดีเพราะมีให้เห่อถึงสองคน คือของชมพู่และก็ของแตงกวา ถือว่าดีค่ะเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เพื่อนๆ อย่างเราก็ต้องผลัดเวรกันไปช่วยดูแลไปคุยไปเล่นตลกให้เขาดู (หัวเราะ)”

หลายคนอาจจะสงสัยได้เหมือนกันว่าทำไมเราไม่ค่อยลงรูปตอนที่ไปเยี่ยม ?
“เราก็โตกันแล้วเนอะ มันก็คงไม่จำเป็นจะต้องโชว์ให้ทุกคนเห็นหรอกว่าเราไปอะไรอย่างนี้ เข้าใจนะว่าพี่ๆ อยากเห็น แต่บางทีเราก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่อยากจะถ่ายรูปนึกออกมะ (หัวเราะ) รอให้สวยๆ ก่อนดีกว่าค่อยถ่าย”

สุขภาพของพี่ชมพู่ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ?
“ล่าสุดที่ไปเยี่ยมก็ยังแพ้ท้องอยู่ค่ะ ยังทานข้าวไม่ค่อยได้ แต่พอพวกเราไปเล่นตลกให้ดูนิดๆ หน่อยๆ หรือไปพูดคุยกับเขาเขาก็จะทานได้เยอะขึ้น”

เห็นเพื่อนท้องแล้วแบบนี้เราอยากจะรีบมีของตัวเองเลยไหม ?
“อยากมีนะ แต่ก็ให้ชมเขาได้ใช้สิทธิ์คนท้องของเขาก่อนดีกว่า เพราะถ้าเราท้องอีกคนเดี๋ยวเพื่อนๆ จะงงๆ (หัวเราะ) ของมี่ลุ้นไปค่ะไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ แต่ก็ตั้งเป้าว่าอยากให้เป็นปีนี้เหมือนกัน เพราะทุกวันนี้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ”

หวังว่าทริปต่างประเทศจะมีน้องกลับมาเนอะ ?
“ค่ะ มี่ก็จะสู้เต็มที่ สู้เพื่อทุกคน (หัวเราะ) เพราะทริปนี้เราจะไปอิตาลี่กันประมาณ 11 วัน”

พ่อค้าแทบช็อก ลูกค้าสั่งพวงมาลัย 1.1 ล้านพวง แก้บนหลวงพ่อทันใจ

พ่อค้าแทบช็อก ลูกค้าสั่งพวงมาลัยดอกมะลิ 1.1 ล้านพวง แก้บน เจ้าของร้านดอกไม้ยืนยันเรื่องจริง แต่ลูกค้าขอเลื่อนไม่อยากเป็นข่าว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าของร้านพวงมาลัยดอกมะลิ บริเวณทางขึ้นวัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดเผยว่ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สั่งทำพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อแก้บนหลวงพ่อทันใจที่วัดพระธาตุดอยคำเป็นจำนวนถึง 1.1 ล้านพวงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เท่าที่เคยมีการแก้บนมา ซึ่งการแก้บนมีขึ้นหลังจากมารดาของข้าราชการคนดังกล่าวหายไปตามที่ได้บนขอไว้

ล่าสุด นายอ๊อด เจ้าของร้านป้าศิลป์ดอกไม้สด บริเวณทางขึ้นวัดพระธาตุดอยคำ ยืนยันว่าได้รับการติดต่อให้จัดทำพวงมาลัยดอกมะลิทั้งหมด 1.1 ล้านพวงตามที่เป็นข่าว โดยมีการติดต่อไว้ล่วงหน้าราว 1 เดือน แต่เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา กลับปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ ทำให้ข้าราชการคนนี้ไม่สบายใจเพราะไม่ต้องการเป็นข่าว จึงโทรศัพท์มาเลื่อนการแก้บนไปโดยไม่มีกำหนด ซึ่งทางร้านก็ยินดีผลิตพวงมาลัยดอกมะลิได้ทันทีที่มีการยืนยันวันเวลาแก้บนมา คาดว่าอาจสั่งทำในช่วงเดือนเมษายนเนื่องจากเป็นช่วงที่ดอกมะลิออกดอก ไม่ขาดตลาดเหมือนในช่วงนี้
สำหรับราคาพวงมาลัยดอกมะลิ นายอ๊อดยืนยันว่ายังไม่มีการกำหนดราคาตามที่เป็นข่าว เพราะจะต้องดูราคาหน้าสวน เนื่องจากดอกมะลิมีราคาขึ้นลงแบบวันต่อวัน

ทั้งนี้ยอมรับว่าเป็นการแก้บนครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นที่วัดพระธาตุดอยคำ พร้อมยืนยันว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ในการผลิตพวงมาลัยดอกมะลิทั้งหมด 1.1 ล้านพวง

ลือสนั่น!! หนิง แอดมิทโรงพยาบาลเพราะหลุดลูกคนที่สอง

วันวาเลนไทน์ทั้งทีแต่กลับต้องนอนแอดมิทอยู่ในโรงพยาบาล สำหรับคุณแม่คนสวย “หนิง ปณิตา” ซึ่งงานนี้ก็มีกระแสข่าวเม้าท์ลือออกมาอย่างหนาหูว่า สาเหตุที่สาวหนิงต้องแอดมิทนั้นเพราะเธอได้แท้งลูกคนที่สอง

ล่าสุด หนิง ปณิตา ได้ออกมาเปิดใจให้ฟังว่า ที่ต้องนอนโรงพยาบาลเพราะไม่สบายติดมาลูกสาว “น้องณิริน” พร้อมยอมรับกำลังปรึกษาแพทย์เพื่อมีลูกอีกหนึ่งคน แต่ยังไม่สำเร็จเนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรง แต่เธอและครอบครัวก็ยังไม่ท้อขอสู้อีกสักครั้งหนึ่ง

เห็นในไอจีปล่อยให้น้องณิรินเล่นเองเลอะเอง ตามธรรมชาติของเด็กเลย?
“โห นางลุยมาก ล่าสุดนางไปทำนา ไปปลูกข้าว เก็บไข่ ไปเล่นผจญภัยเขาก็มีความสุข เวลาเราเลี้ยงลูกเราอยากให้ลูกเราช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุดในวันที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นคอยช่วยเหลือเขา และอยากให้เขาเป็นเด็กที่ไปไหนก็ได้แต่ต้องไม่เป็นภาระของใคร”

ออกงานครั้งแรกแต่ดูน้องไม่ค่อยตื่นคนเลย?
“ยังแอบลุ้นอยู่ เพราะนางอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่ช่วงเช้าไม่ค่อยสบาย เวลากินยาแก้หวัดก็จะอารมณ์ไม่ดี เราก็เลยต้องเจรจาคุยกันก่อนนิดนึง เราก็บอกไปว่าณิรินขา เราต้องมีมารยาทนะลูก เดี๋ยวโดนเขียนด่าได้นะคะ รอบที่แล้วมีคนหาว่าน้องแก่แดด ไม่มีมารยาท เราก็แอบเสียใจแต่เราก็จะเล่าให้ลูกฟังนะว่าเป็นยังไง เราก็บอกว่ามีคนบอกหนูไม่สวัสดีคน หนูไม่ยิ้ม ไม่ทักทายใคร เราก็คุยให้เขาฟัง แล้วเขาก็จะถามกลับมาว่า แล้วมันเป็นยังไงคะ เราก็จะบอกต่อว่า มันไม่ดีนะ คนที่เขาทักเราก็จะเสียใจ เขาก็บอกว่าต่อไปนี้เขาจะไม่ทำ”

พอข่าวออกมาแบบนี้เราเครียดไหม?
“เอาจริงๆ ก็นอยด์นะ เด็กสามขวบกว่าจะไปคาดหวังอะไรกับเด็กมันก็ไม่ได้อยู่แล้ว อากาศร้อนร้อนบางทีเราเองก็ยังไม่ไหว แต่เราก็เข้าใจแหละไม่เป็นไร แต่คนที่โมโหอ่ะคือพ่อเขา”

ตอนนี้ข่าวเริ่มซาๆ ลงไปบ้างหรือยังกับบางคนที่ชอบไปเม้นท์ในไอจีว่าน้อง?
“เอาจริงๆ คนที่ว่าก็มีแค่บางเว็ปเท่านั้น มันก็แค่เว็ปเดียว แล้วต้องบอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่คนเข้ามาคอมเม้นท์ในที่ต่างๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์คือกล้าพูดเลยว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเขียน เพราะเวลามีข่าวอะไรก็แล้วแต่ก็จะมีทั้งคนที่เก็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่อันนี้คนเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้เราไม่สนใจ และมั่นใจด้วยว่าเราเลี้ยงลูกในวิธีของเรา”

เห็นบอกว่าคุณพ่อโกรธมาก?
“เขาก็โกรธ เขาเขียนเลยว่าถ้าเขารู้ว่าเป็นใครจะไม่ยอม เขาก็ว่าหนิงนะว่าเธอรู้แล้วนิว่าเป็นใคร ทำไมไม่ยอมบอก เราก็รู้สึกว่าช่างเหอะ บางเรื่องมันรู้สึกว่าไร้สาระ ยิ่งเป็นเรื่องลูกเราอยากปล่อยไป ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าน้องน่ารักแค่นั้นแหละเราโอเคแล้ว ซึ่งเราก็ไม่บอกว่าเป็นใคร ทุกวันนี้เขาก็ยังถามอยู่”

เราเคยให้สัมภาษณ์ว่ากลัววันนึงหากน้องโตขึ้นมันจะส่งผลต่อสภาพจิตใจน้อง?
“ใช่ กลัว ต้องบอกเลยว่าทุกวันนี้เด็กสามสี่ขวบกับสื่อโซเชียลมันทำให้เขารับรู้ไวมาก อย่างข่าวเมื่อสามสี่ปีที่แล้วร้องก็ถามนะว่าพ่อกับแม่มีข่าวอะไรกัน อันนี้ต้องบอกเลยว่าเราสะเทือนใจนะ เราก็จะระวัง แต่การที่เราระวังอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ โลกสมัยนี้มันไปไกลถึงไหนแล้ว เราก็จะสอนเขาเลยว่า เห็นไหมณิรินถ้าเราทำไม่ดีคนก็จะว่าเรา ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้คนว่า อยากให้คนรัก ณิรินก็ต้องทำตัวดีๆ นะ คือหนิงจะมีลิมิตในการให้เขาเล่นมือถือ 15 นาทีต่อวัน ถ้าวันไหนเกินต้องหยุดและวันต่อไปเขาจะไม่ได้เล่นเลย”

เห็นวันวาเลนไทน์ไม่สบายแอดมิทอยู่โรงพยาบาล?
“ค่ะ ติดหวัดน้องณิรินค่ะเลยป่วยหนักเลย แอดมิทไป 4 วัน”

ภาพนั้นเลยทำให้คนคิดว่าเรากำลังตั้งท้องน้องคนที่สอง?
“ยังค่ะ แต่ตอนนี้ยังอยู่ในกระบวนการของการพบแพทย์จริง จากไม่สบายก็อาจจะทำให้เราไม่สมหวังอะไรหลายๆ อย่าง”

แต่กระแสข่าวออกมาว่าที่ไปนอนโรงพยาบาลเพราะน้องหลุด?
“ไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ แต่ไม่สบายก็มีผลต่อการทำให้อะไรหลายๆ อย่างไม่สมหวัง ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ยังจะเดินหน้าต่อไปค่ะ ขอลุ้นอีกสักครั้งนึงแล้วกัน หมอบอกให้เราพักผ่อนให้แข็งแรงแล้วเดินหน้าที่จะทำต่อไปค่ะ คือก่อนหน้าเรามีการคุยกับหมอ เตรียมใส่ตัวอ่อนเรียบร้อยแล้วเพื่อให้เขาเจริญเติบโต และพอดีเราไม่สบาย บวกกับเราเป็นคนไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว เจ้าโรงพยาบาลทานยาไม่ได้ ใส่แต่น้ำเกลือและวิตามิน เดี๋ยวก็ลุกเข้าห้องน้ำ ลุกขึ้นลุกลงตลอดค่ะเลยไม่สำเร็จ ก็ต้องรอดูต่อค่ะ แต่หนิงยังแพลนว่าต่อเนื่องเลย ช่วงนี้ก็จะมีเวลาถึงรอบที่คุณหมอนัด ก็จะพยายามออกกำลังกายให้เราแข็งแรง”

ทางพี่จินมีสั่งให้เราพักงานไหม เพราะดูเราก็โหมงานเยอะ?
“เขาก็บ่นนะ แต่หลังๆ หนิงก็ทำงานน้อยลงแล้วนะคะ คือทุกคนก็ให้กำลังใจ แต่มันก็ยังไม่ใช่เรื่องที่แย่มาก”

เทรนด์ปลีกวิเวก หนีเข้าป่าของชาวญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยม เพราะเบื่อสังคมวุ่นวาย

เทรนด์การผ่อนคลายของชาวญี่ปุ่นด้วยวิธีที่เรียกว่า Forest bathing (หรือการอาบผืนป่า) กำลังขยายความนิยมเข้ามาในสหรัฐอเมริกา แต่การอาบผืนป่าที่ว่านี้ ไม่ต้องอาศัยน้ำแต่อย่างใด

Forest bathing คือการปลีกตัวเองออกจากความวุ่นวายของสังคม วิธีการดังกล่าวชาวญี่ปุ่นทำกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1980 แล้ว โดยพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดี และได้รับแรงกระตุ้นจากธรรมชาติ ซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกการอาบผืนป่านี้ว่า Shinrin-yoku

วิธีการอาบผืนป่าก็คือ การเข้าไปใช้เวลาอยู่ท่ามกลางต้นไม่โดยไม่มีสิ่งอื่นใดมารบกวน ไม่ต้องมีการกำหนดเป้าหมายหรือจุดหมายใดๆ เหมือนกิจกรรมอื่น ๆ อย่างเช่นการปีนเขา ที่มีจุดหมายบนยอดเขา แต่การอาบผืนป่านี้ เพียงแค่หาจุดที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ ความสำคัญอยู่ที่จะต้องตัดสิ่งรบกวนจากภายนอกออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะ รถยนต์ รถไฟ แสงสีเสียง หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ
การเข้าไปอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ก็นับเป็นการใช้ธรรมชาติบำบัดตนเองอย่างหนึ่ง แต่วิธิการนี้ ไม่ต้องมียา ไม่ต้องมีคำสั่ง ไม่ต้องมีความเครีด หรือความกังวลหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใด ๆ เลย

วิธีการนี้ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า ให้ประโยชน์กับร่างกายหลายอย่าง ทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดความดันโลหิต พัฒนาอารมณ์ เพิ่มสมาธิ เพิ่มพลังงาน และช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ที่สำคัญช่วยเพิ่มปริมาณของเซลที่ดีให้กับร่างกายเราได้ด้วย