คนมันชอบ! หนุ่มเพื่อชีวิตไว้เล็บยาว 20 ซม. เผยจะไว้ไปจนตาย

หนุ่มใหญ่ชาวสกลนคร ไว้เล็บนาน 7 ปี ยาวถึง 20 ซม. เผยไม่ยึดติดอะไรและจะไม่ตัดเล็บตัดผมโกนหนวดตลอดชีวิต

(24 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบหนุ่มชาวสกลนคร ชื่อนายลีจันทร์ ลีอวนพิมพ์ วัย 52 ปี ไว้เล็บมือด้านขวาเป็นเวลานานมาแล้วถึง 7 ปี จนเล็บมือมีขนาดความยาว 20 เซนติเมตร โดยนิ้วมือด้านขวาเหลือไว้เพียงนิ้วชี้ที่ไว้ใช้งานเท่านั้น สอบถามทราบว่าสาเหตุที่ไว้เล็บยาวไม่มีอะไรมาก เพียงแค่อยากเก็บเล็บไว้ดูว่า เล็บตัวเองนั้นจะยาวได้มากเท่าไหร่และเก็บไว้โชว์ให้เด็กๆ ดู อีกทั้งส่วนตัวชอบสไตล์การแต่งตัวเพื่อชีวิตด้วย ผมก็ไว้ยาวหนวดก็ไว้ยาว ว่างๆ ก็ออกแบบเสื้อกางเกงด้วยลวดลายที่ชอบและก็เย็บปักเองเอาไว้ใส่ยามเทศกาลต่างๆ

จากการสอบถาม นายลีจันทร์ ว่า ไว้เล็บยาวๆ มีอุปสรรคหรือไม่ อุปสรรคก็มีบ้างเป็นธรรมดาแต่ก็ชินเพราะเราระวังและเล็บไม่เคยหักเลย สามารถทำอาชีพงานทั่วไปเช่น ทำนา ทำสวน ผ่าฟืน ขนข้าวขึ้นยุ้งฉางได้สบาย สำหรับสิ่งที่ทำจะไว้ไปจนตายก็ คือ เล็บ หนวด และผม ส่วนผมบนหัวไม่ต้องห่วงสระผมแน่นอนแต่เพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เท่านั้น หลายคนอาจมองว่าตนบ้าสติไม่สมประกอบจึงอยากบอกให้สังคมได้รู้ว่า คนเราทำอะไรมีความสุขไม่เดือดร้อนคนอื่นทำไปเถอะ อย่าตัดสินกันแค่ภาพนอกการแต่งตัวหรือแนวเพื่อชีวิตแบบตน ใครจะรู้ไหมว่าตนเองทำอาชีพสุจริตมีเงินเก็บมากพอสมควร และอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขด้วย

ชีวิตเล็กๆ ก็สำคัญ พนักงานดับเพลิงทุ่มเต็มที่ ช่วยชีวิตหมาน้อย

แอนดริว ไคลน์ (Andrew Klein) พนักงานดับเพลิงจากสถานีดับเพลิง ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ด้วยสปิริตในการทำงาน แม้ว่าผู้บาดเจ็บจะเป็นแค่สุนัขตัวเดียวที่ชื่อว่า “มาลีย์”

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีการแจ้งเข้ามาว่าเกิดเพลิงไหม้ที่หอพักแห่งหนึ่ง โดยมีสุนัขติดอยู่ข้างในตึก 1 ตัว และ Andrew ซึ่งเป็นได้รับแจ้ง ก็รีบไปที่เกิดเหตุทันที ในขณะที่ บิลลี่ เฟอร์นันโด (Billy Fernando) ช่างภาพที่บังเอิญขับรถผ่านตรงที่เกิดเหตุ เห็นพนักงานดับเพลิงวิ่งเข้าไปในตึกที่เกิดเหตุ จึงตัดสินใจหยุดรถและลงมาดูเหตุการณ์

“ตอนที่ผมยืนอยู่นอกตึก ผมเห็นพนักงานดับเพลิงอุ้มอะไรบางอย่างไว้ในมือและวิ่งมาที่สนามหญ้า เมื่อเข้ามาใกล้ๆ ผมจึงรู้ว่าเขาอุ้มสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บมา สุนัขตัวนี้หมดสติและนิ่งเงียบไปแล้ว” บิลลี่เล่า

แอนดริวพยายามช่วยเหลือสุนัขอย่างสุดความสามารถ ใส่หน้ากากออกซิเจนให้มัน หลังจากนั้นไม่ถึงนาทีเขาก็เริ่มทำ CPR เพื่อช่วยเหลือสุนัขตัวนี้อย่างไม่ลังเลเลย ขณะที่เจ้าของมาลีย์ก็ดูจะตกใจกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก แม้แอนดริวเหนื่อยล้ามากแต่เขาก็ไม่หยุดที่จะช่วยเหลือสุนัขตัวนี้

ประมาณ 20 นาทีผ่านไป สุนัขก็เริ่มมีอาการดีขึ้น ท่ามกลางความดีใจของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ มาลีย์ค่อยๆ มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนว่ามันจะพ้นขีดอันตรายเรียบร้อย

เจ้าของมาลีย์ร้องไห้ยกใหญ่ แต่ทุกคนดูมีความสุขกันเป็นอย่างมากที่สามารถช่วยชีวิตมันไว้ได้ ทุกคนยกย่องการกระทำของ แอนดริว ไคลน์ และพนักงานดับเพลิงจากสถานีดับเพลิงซานตาโมนิคาเป็นอย่างมาก ซึ่งพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น แต่ทำด้วยความซื่อสัตย์ต่ออาชีพและทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง

การช่วยเหลือของแอนดริวในครั้งนี้จะต้องถูกจดจำไปอีกนานแสนนาน แม้จะเป็นเพียงชีวิตเล็กๆ แต่เขาก็ไม่เมินเฉยแม้แต่น้อย

ดิว รักลงตัวอีกครั้ง ยอมรับ ไผ่ หวงหนุ่มอื่นขายขนมจีบ ?

หลังจากที่ทำให้แฟนๆ เป็นห่วงอยู่นานว่าสรุปแล้วความสัมพันธ์มุ้งมิ้ง ของคู่รักคู่เลิฟ “ดิว อริสรา” และ “ไผ่ วันพ้อยท์” จะกลับมาเข้าซีนหวานอีกครั้งได้หรือเปล่า !? ล่าสุดนางร้ายหน้าสวยอย่างสาวดิวก็ได้ออกมาคอนเฟิร์มให้บรรดาแฟนคลับโล่งอกเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ณ เวลานี้ทุกอย่างกลับมาแฮปปี้เหมือนเดิมแล้ว แถมอินสตาแกรมที่เคยอันฟอลโลว์เพราะอารมณ์ชั่ววูบไปเมื่อครั้งก่อนตอนนี้ก็กลับมากดไลค์กดติดตามเหมือนเดิมแล้วเช่นกัน

พร้อมยอมรับอีกว่า จริงๆ แล้วสำหรับเรื่องของคนสองคน ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของความรักมันต้องมีการปรับจูนกันตลอดเพื่อให้ความสัมพันธ์ยืนยาวที่สุด ก่อนออกปากหยุดช่วงยาวเทศกาลสงกรานต์ปี้นี้ มีแพลนจัดทริปใหญ่ควงแขนฝ่ายชายเติมรักที่ประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับแก๊งเพื่อน…

เห็นว่าจะไปญี่ปุ่นกับไผ่ ?
“ไปช่วงก่อนสงกรานต์ค่ะ ยันสงกรานต์เลย ไป 5 วันค่ะ ชวนพี่ไผ่ไปด้วยค่ะ”

หลายคนคิดว่าไผ่อาจจะไม่ไปด้วย เพราะเห็นเราโพสต์รูปในอ่างอาบน้ำพร้อมแคปชั่นดูเศร้า ?
“คนอาบน้ำหน้าก็ต้องเปียกน้ำ ไม่ใช่น้้ำตานะ ส่วนแคปชั่นก็จำไม่ได้ว่าเขียนอะไรแต่มันไม่น่าเศร้านะ”

คนก็จับตามองว่าเราเลิกกับไผ่รึเปล่า ?
“มันมีคนพูดอยู่แล้วว่าดิวเลิกกัน แต่ไม่ใช่ค่ะ ยังปกติ เหมือนเดิม ไม่ได้ทะเลาะกัน ตอนนั้นยอมรับว่ามีปัญหากันจริง แต่ตอนนี้มันก็กลับเข้าที่แล้วค่ะ”

เห็นมีคนเข้าไปคอมเม้นท์ไผ่ว่าสู้ๆ นะ ?
“มีคนเข้าไปคอมเม้นท์ด้วยเหรอ งั้นพี่ไผ่สู้ๆ ละกันนะคะ ถามว่าได้คุยกับเขาไหมหลังจากที่เราให้สัมภาษณ์ไปครั้งก่อน ก็คุยนะคะ เขาก็รู้สึกดีว่าดิวตอบว่าเราไม่ได้มีปัญหากัน เขาก็แฮปปี้ค่ะ”

รู้สึกยังไงบ้างเวลาคนจับตามองทุกครั้งที่เราลงไอจี ?
“ดิวเป็นคนทำอะไรตามความรู้สึกตัวเองอยู่แล้ว ขนาดด่าคนอื่นยังไปเม้นท์ด่าตามความรู้สึกตัวเองเลย ก็คิดอะไร อยากทำอะไรก็ทำแบบนั้นแต่คนอาจจะไม่รู้แล้วก็ตีความว่ามันเป็นแบบนั้นแบบนี้ ก็คิดกันมากไป ซึ่งในรูปนั้นจริงๆ แล้วไม่มีใครมาคอมเม้นท์ส่งกำลังใจเลยนะ ก็เขียนคอมเม้นท์กันทั่วไปปกติ ก็มีคนมาคอมเม้นท์เหมือนกันว่าร้องไห้เหรอ ก็งงว่าทำไมเราต้องร้องไห้ในอ่างน้ำด้วยล่ะ”

ความสัมพันธ์เราตอนนี้โอเคแล้ว ?
“ก็ค่อยๆ ปรับจูนกันค่ะ คนเราคบกันมาสักพักเราก็จะรู้นิสัยของกันและกันเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา พอวันหนึ่งมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ต้องปรับจูนกัน แต่ตอนนั้นมันอาจจะอยู่ในช่วงปรับไม่ได้รึเปล่า หรือไม่เข้าใจรึเปล่า พอเวลามันผ่านไปก็พิสูจน์ได้ว่าเข้าใจกันมากขึ้น”

ต้องจับเข่าคุยกันเลยไหม ?
“ไม่เชิงนั่งคุยหรอกค่ะ เวลาผ่านไปเราก็ค่อยๆ คุยค่อยๆ เคลียร์ ดูซิว่าเป็นยังไง ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าอนาคตเราจะได้ไปต่อกันหรืออาจจะอยู่แค่นี้แต่วันนี้เราก็โอเค”

สิ่งที่เราอยากให้เขาปรับ ?
“เขาก็คงหวง เป็นห่วงเราแหละ ส่วนเราก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่น ก็รู้สึกว่าเขาจะอะไรกับเรามากมาย มันก็จะเป็นฟีลนั้นมากกว่า เราก็พยายามทำให้เขาสบายใจนะ ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ทุกอย่างก็เป็นเรื่องของเวลา เราจะทำให้เขาเห็นได้มั้ยว่ามันไม่มีอะไรนะ”

ส่วนมากเขาหวงเรื่องอะไร ?
“หวงเรื่องคนมาจีบ เป็นธรรมดา ก็เป็นธรรมชาติของทุกคู่ ถามว่ามีคนมาจีบไหม ก็มีคนเข้ามาบ้าง และเขาก็คงรู้แต่เราก็ไม่ได้มีอะไร”

ดิวกลับมาติดตามไผ่ในอินสตาแกรมเหมือนเดิมแล้วใช่ไหม ?
“ใช่ค่ะ พอโดนพี่นักข่าวถามก็เลยกลับไปฟอลโล่ว์ ส่วนเขาก็มาฟอล์โล่ว์หนูกลับ คือเวลาเขางอน เขาก็อันฟอลโล่ว์ หนู บางทีเขาก้บล็อคดิว พอบล็อค ดิวก็อันฟอลโล่ว์เขาไปเลย แต่จริงๆ เรื่องนี้ถึงโกรธกันดิวก็ไม่อันฟอลโล่ว์นะ แต่เขางอนก็จะบล็อคเรา ถามว่าเราง้อเขายังไงบ้างเหรอ ดิวก็แค่บอกเขาว่าอย่าอันฟอลโล่ว์บ่อยเลย คนถามดิวก็ขี้เกียจมานั่งตอบ แต่สุดท้ายแล้วเราก็กลับมาคุยกันปกติ”

ทริปญี่ปุ่นไปกันสองคนไหม ?
“ไปกับทริปใหญ่เลยค่ะ มีพี่หวานเจี๊ยบ ผู้จัดการด้วย ไปเที่ยวกันยกแก๊ง ถามว่าใช่ทริปกระชับรักไหม ก็ไม่เชิงหรอก ทริปนี้ตั้งไว้ก่อนมีปัญหาอยู่แล้ว มีคุณแม่ไปด้วย”

ไร้ความหวือหวา! “ตาล กัญญา” เลิก “ไมเคิล” 5 เดือน เพื่อนตกใจเพิ่งรู้ข่าว

ยอมรับว่าเลิก “ไมเคิล ซาเฟล” แฟนหนุ่มตาน้ำข้าวแบบเงียบๆ มาพักใหญ่แล้ว สำหรับนางเอกสาว “ตาล กัญญา รัตนเพชร์” ซึ่งเจ้าตัวเปิดใจถึงความสัมพันธ์ที่ต้องยุติลง เมื่อความรักไม่หวือหวาอีกต่อไปแล้ว เจอสาวตาลมาร่วมงานแถลงข่าวและพิธีลงนามฯ FC bayern 12 level kurs ณ Atrium Hall ศูนย์การค้า SHOW DC พระราม 9 เจ้าตัวเผยว่า

“เลิกกันตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วค่ะ ก็ตั้งแต่ที่กลับมาจากเดนมาร์ก ก่อนพฤศจิกายน เหมือนเราคบกันนานมาก แต่มันไม่มีอะไรพัฒนา ความรู้สึกมันเหมือนเพื่อนกันมากกว่าค่ะ เขาก็ยุ่งๆ ด้วย มันเป็นแบบนี้มาสักพักนึงแล้ว ตาลก็เรียนยุ่ง ทำงาน เขาก็ไปต่างประเทศบ่อย และด้วยความที่เราเป็นเพื่อนกันมากเกินไป”

“มันไม่ได้หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน พอคุยกันก็เข้าใจค่ะ อยากเลิกกันแบบเงียบๆ อยากเคลียร์กัน 2 คนก่อน ไม่อยากให้คนนู้นมาพูดอย่างนี้คนนี้มาพูดอย่างนี้เราอยากเคลียร์ของเราก่อนดีกว่า ไม่มีมือที่ 3 ค่ะ ระยะเวลาที่เราคบกันประมาน 6-7 ปีค่ะ”

“ถามว่าเสียดายเวลาไหม ไม่เสียดายนะคะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ของเราเราถือว่ามันเป็นสิ่งทีดีค่ะ ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่ เลิกกันแล้ว ก็คุยปกติไม่ได้ทะเลาะกัน เฮิร์ทไหม ก็มีบ้างแต่นานมากแล้ว คิดว่าถ้าเราตัดสินใจเดินออกมาแล้วเราก็ไม่เสียใจแล้วค่ะ”

“เพื่อนมารู้กันทีหลังแล้วว่าเราเลิกกัน รู้ตอนที่เลิกกันไป 5 เดือนแล้ว เขาก็ตกใจกันค่ะ แต่เราก็โอเคแล้ว (ตอนนี้โสด?) ถ้าอยู่เฉยๆ ก็กลัวขึ้นคานค่ะ (หัวเราะ) ก็มีคนเข้ามาคุยเป็นคนนอกวงการ แต่อยากดูๆ ไปก่อน คุณพ่อคุณแม่อยากเจอและคุยก่อน อย่างครั้งที่แล้วเจอกันครั้งเดียวก็เปิดไปเลย สเปก ตาลชอบคนไทยอยู่แล้วค่ะ”

พิจิตรทำบุญหลังสี่แยกเฮี้ยน เกิดอุบัติเหตุบ่อย

บ้านวังแดงเหนือ จ.พิจิตร ทำบุญกลางบ้านอุทิศส่วนกุศล หลังสี่แยกบ้านวังแดงเหนือเกิดอุบัติเหตุบ่อย ลือวิญญาณเฮี้ยน

นายทวี มีแก้ว อายุ 44 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 บ้านวังแดงเหนือ ตำบลเขาทราย อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เปิดเผยถึงเรื่องลี้ลับ ที่บริเวณสี่แยกบ้านวังแดงเหนือ ซึ่งเป็นจุดตัดทางหลวงหมายเลข 11 เขาทราย-สากเหล็ก ปรากฏว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่บริเวณสี่แยกดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุรถชนกันเป็นประจำส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายทรัพย์สินเสียหายร่างกายพิการเกิดขึ้นแบบไม่เว้นวัน

วัยรุ่นในหมู่บ้านคุ้นเคยกับเส้นทางแท้ๆ ยังขี่มอเตอร์ไซด์ชนกันแบบประสานงาบาดเจ็บสาหัส สอบถามบอกว่า เหมือนมีอะไรบังตามองไม่เห็นว่าเป็นสี่แยก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 10-20 เมษายน ของทุกปี บริเวณดังกล่าวต้องมีรถชนกันมีคนตายและมีคนเจ็บจำนวนมาก

ดังนั้นในวันนี้ชาวบ้านเกือบ 100 คน ทั้งในพื้นที่บ้านวังแดงตลอดจนญาติของผู้ตายที่บริเวณดังกล่าวจึงรื้อฟื้นประเพณีทำบุญกลางบ้าน โดยนัดรวมตัวกันนำข้าวหม้อแกงหม้อมาทำพิธีทำบุญกลางบ้านเลี้ยงพระ 9 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณที่ประสบอุบัติเหตุเป็นผีตายโหงที่บริเวณสี่แยกดังกล่าว เป็นความเชื่อว่าจะเป็นการปัดเป่าไม่ให้เกิดอุบัติเหตุอุบัติภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ระดมสร้างบ้านช่วยเด็กหญิงวัย 10 ขวบ หลังเขียนจดหมายระบายชีวิตรันทด

ความคืบหน้ากรณี ด.ญ.วิชญาดา หรือ น้องอ้อนแอ้น อายุ 10 ขวบ อยู่บ้านเลขที่ 33 ม.6 ตำบลทานตะวัน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ได้เขียนเรียงความ ความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวก่อนจะฝากให้ญาตินำมาลงในเฟซบุ๊ค จนเกิดธารน้ำใจหลั่งไหล น้องอ้อนแอ้นกำลังจะมีบ้านใหม่ ส่วนแม่น้องได้ไปรักษามะเร็งแล้ว
โดยในใจความจดหมายบอกว่า ตนเองและครอบครัวอยู่อย่างลำบากเนื่องจากแม่ คือนางประภัสสร ตาใจ ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก น้องก็ยังเล็ก ต้องอยู่กันเพียงลำพังในบ้านที่ไม่แข็งแรง ไม่มีเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและไม่มีแม้กระทั่งเงินไปโรงเรียน เพราะหลังผ่าตัดแม่ทำงานไม่ไหว และหลังจากเรื่องราวครอบครัวของน้องอ้อนแอ้นถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ ปรากฏว่า ธารน้ำใจก็ได้หลั่งไหลเข้าช่วยเหลือครอบครัวของน้องอ้อนแอ้นอย่างต่อเนื่อง

จนล่าสุดมียอดเงินบริจาคผ่านบัญชีธนาคาร ทั้งบัญชีธนาคารกรุงไทยและธนาคาร ธ.ก.ส.ทั้งสองบัญชีรวมเกือบ 1 ล้านบาท นอกจากนั้นทางองค์การบริหารส่วนตำบลทานตะวัน ก็ได้เข้าไปสร้างบ้านใหม่แทนบ้านหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมให้ ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว กว้าง 7 เมตร ยาว 10 เมตร ขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ก่อสร้างด้วยอิฐ หลังคามุงด้วยเมทัลชีท ด้วยงบประมาณ 110,000 บาท ที่ได้จาก อบต.ทานตะวัน 50,000 บาท กิ่งกาชาดอำเภอพาน 20,000 บาท สมาคมยิงปืนอำเภอพาน 20,000 บาท ผู้ใจบุญจากจังหวัดพะเยา 10,000 บาท และกลุ่มบิ๊กไบค์อำเภอพาน 10,000 บาท
Advertisement

นายละมัย สานติ๊บ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลทานตะวันบอกว่า บ้านของน้องอ้อนแอ้นจะใช้งบในการก่อสร้าง 110,000 บาท ในการซื้อวัสดุอุปกรณ์ส่วนแรงงานในการก่อสร้างจะใช้ชาวบ้านและนักศึกษาฝึกงานของ อบต.ทานตะวัน คาดจะสร้างเสร็จภายใน 1 เดือน ส่วนเงินบริจาคที่มีมากกว่า 8 แสนบาท หลังสร้างบ้านเสร็จก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาช่วยดูแลและบริหารจัดการเงินทั้งหมดให้ครอบครัวน้องอ้อนแอ้นด้วย

ส่วนความคืบหน้าการรักษาตัวของแม่น้องอ้อนแอ้นที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก ตอนนี้ไปรักษาที่โรงพยาบาลสวดดอก จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการฉายรังสีและฉีดคีโม ซึ่งระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าไปสร้างบ้าน จะมีเจ้าหน้าที่ อบต. ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมทั้งยายและเพื่อนบ้านของน้องอ้อนแอ้นมาช่วยดูแลแทน

สิ้นแล้ว! ลุงสมเนิน ที่นอนห้องเก็บโลงศพมูลนิธิฯ วอนลูกสาวมาร่วมงานเผาพ่อ

สิ้นแล้ว! ลุงสมเนินที่นอนในห้องเก็บโลงศพมูลนิธิฯ หลังจากประกาศตามหาญาติและมีผู้ใจบุญออกค่ารถส่งตัวลุงกลับบ้าน ทว่ากลับเป็นการกลับครั้งสุดท้ายของชีวิต เพราะลุงป่วยหนักด้วยโรคตับ วอนลูกสาวมาร่วมงานเผาพ่อ

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้เปิดเผยชีวิตสุดระทมของลุงวัย 59 ปีชาวสุรินทร์ ที่อาศัยนอนในห้องเก็บโลงศพของมูลนิธิกู้ภัยสว่างบำเพ็ญธรรมสถาน (จุดมโหสถ) บนถนนสาย 304 กบินทร์บุรี -เขาหินซ้อน เขตตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี มานานกว่า 4 ปี คือ ลุงสมเนิน อายุ 59 ปี

ซึ่งต่อมาลุงนอนป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ โดยทางสมาชิกอาสาฯ ที่นำตัวลุงส่งโรงพยาบาล เกรงว่า หากลุงเป็นอะไรไปจะไม่มีใครดูแล หรือหากเสียชีวิตไป กลัวญาติพี่น้องจะไม่รู้เรื่อง จึงได้ประกาศตามหาญาติลุงตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 จนกระทั่งตามหาญาติที่จังหวัดสุรินทร์จนพบ

หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ลุงสมเนิน อายุ 59 ปี ชาวสุรินทร์ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านและผู้ประกอบการของบริษัท ที เอส แอล ฮาร์ดแวร์ แอนด์ เพ้นท์ จำกัด โดยนายทวีศักดิ์ ร่วมชาติสกุล และนายสราวุฒิ แก้วเกตุ ผจก.ห้างหุ้นส่วนเจริญสุขแอร์ เอ็นจิเนียริ่ง บ้านคลองรั้ง ช่วยออกค่าน้ำมันให้กับทางกู้ภัยสว่างบำเพ็ญธรรมสถาน (จุดมโหสถ) ในการนำตัวลุงสมเนิน ไปส่งที่ จ.สุรินทร์

นอกจากนี้ยังให้ค่าเดินทางกับลุงสมเนิน และอีกส่วนหนึ่งเป็นค่ารักษาตัว โดยญาติได้นำตัวนายสมเนิน ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลศีขรภูมิ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ แต่อาการเจ็บป่วยไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุดลง ญาติๆ จึงได้นำตัวกลับมาพักรักษาต่อที่บ้าน จนกระทั่งนายสมเนินได้เสียชีวิตลงในวันที่ 24 มีนาคม 60 เมื่อเวลา 14.30 น. ด้วยอาการของโรคตับ

และในวันนี้ (25 มี.ค. 60) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของนายสมเนิน ลุงวัย 59 ปี ชาวสุรินทร์ที่เสียชีวิต หลังจากที่ได้เคยประกาศตามหาญาติและอยากกลับบ้านที่สุรินทร์ โดยศพได้ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านของพี่สะใภ้ที่อยู่ใกล้กัน เนื่องจากบ้านของนายสมเนินมีสภาพเป็นเพิงคับแคบ ในงานมีชาวบ้านมาร่วมงานประปราย บรรยากาศเป็นไปด้วยความเงียบเหงา

ผู้สื่อข่าวได้พบกับ พระแดง ตปสีโล อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นน้องชาย โดยพระแดงได้เผยว่า ตั้งแต่นายสมเนินกลับมาบ้านก็ต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลอำเภอศีขรภูมิมาตลอด เนื่องจากมีอาการป่วยด้วยโรคตับเรื้อรังมานาน จึงต้องทำการรักษาต่อเนื่อง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จนตนและพี่สะใภ้ได้ตัดสินใจพากลับมาพักรักษาตัวต่อที่บ้าน โดยมีพี่สะใภ้เป็นคนดูแล เนื่องจากครอบครัวนายสมเนินได้แยกทางกันไปนานแล้วจึงไม่มีใครคอยดูแล ซึ่งตนก็ได้เคยโทรศัพท์ไปหาลูกสาวของนายสมเนินที่เกิดกับภรรยาที่แยกทางกันไปแล้วหลายสิบปี แต่ลูกสาวเขาก็ไม่กลับมาดูแลพ่อ หรือเขาคงจะน้อยใจที่พ่อเขาไม่เคยดูแลเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก

แต่ตอนนี้พ่อก็ได้เสียชีวิตลงแล้ว ตนจึงอยากจะขอวิงวอนให้ลูกสาวของนายสมเนิน ได้กลับมาอโหสิกรรมให้พ่อเป็นครั้งสุดท้าย และมาร่วมงานเผาศพพ่อในวันนี้ (26 มี.ค. 60) ที่วัดเทพชัยมงคล บ้านตาโนน ตำบลหนองเหล็ก อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ในเวลา 14.00 น. ด้วย ยังไงเขาก็เป็นพ่อ ถึงแม้จะไม่เคยได้เลี้ยงดูก็ตาม

และในคืนนี้ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกู้ภัยสว่างบำเพ็ญธรรมสถาน (จุดมโหสถ) บนถนนสาย 304 กบินทร์บุรี -เขาหินซ้อน เขตตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ที่นายสมเนินเคยไปอาศัยหลับนอนในห้องเก็บโลงศพมานานกว่า 4 ปี และเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือนำตัวนายสมเนินกลับสู่จังหวัดสุรินทร์บ้านเกิด ก็จะเดินทางมาร่วมงานศพด้วย” พระแดงกล่าว

เหมือนตายทั้งเป็น! หนุ่มใหญ่เป็นโรคเรื้อน ถูกชาวบ้านรังเกียจ ต้องพาลูกเมียไปอยู่ป่าช้า

หนุ่มใหญ่ อายุ 58 ปี ป่วยเป็นโรคเรื้อน คนในหมู่บ้านเเสดงท่าทีรังเกียจ ตัดสินใจหอบลูกเมียไปอยู่ป่าช้า มาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี

เรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยจากชาวบ้านรายหนึ่ง ในต.บ้านเต่า อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ แจ้งว่า พบครอบครัวหนุ่มใหญ่วัย 58 ปี มีชีวิตอยู่อย่างสุดสลด ต้องพาครอบครัวตัวเอง 3 คนพ่อแม่ลูกชาย ที่ปัจจุบันวัยเพียง 8 ขวบ ออกจากหมู่บ้านมาอาศัยในป่าช้า

ซึ่งหนุ่มใหญ่รายนี้ป่วยเป็นโรคเรื้อน และภรรยามีอาชีพรับจ้างทั่วไป และมีบุตรชายวัย 8 ขวบ ที่ในปัจจุบันทั้งสามต้องพากันมาอาศัยนอนในกระท่อมไม้มุงสังกะสี ครึ่งปูนชั้นเดียว สภาพเก่าทรุดโทรม ไม่มิดชิด หลังคามีรูรั่ว ยามฝนตกก็มีน้ำหยดลงมาเต็มบ้าน รวมทั้งห้องน้ำไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีน้ำประปาใช้ อาศัยน้ำฝนดื่มกิน อาบน้ำในบ่อหลังบ้านที่มีสีขุ่นและกลิ่นเหม็น

เมื่อผู้ข่าวเดินทางไปยังบ้านหลังดังกล่าว พบนายไชยยงค์ (ขอสงวนนามสกุล) สวมใส่เสื้อและกางเกงขายาวปกปิดผิวหนังตนเองอย่างมิดชิด เเละได้เปิดเผยว่า ตนเองป่วยเป็นโรคเรื้อน แพ้แสงแดดรุนแรง เกาจนผิวหนังเป็นก้อนแข็งไปทั่วตัว พอจะออกจากบ้านต้องสวมหมวก ใส่เสื้อผ้าปิดบังตัวเองมิดชิด เพราะกลัวเพื่อนบ้านรังเกียจ โดยมีนางถาวร อายุ 50 ปี ภรรยา และเด็กชายบี (นามสมมติ) วัย 8 ขวบ นั่งดูแลอยู่ใกล้ๆ

โรคผิวหนังที่นายไชยยงค์เป็นอยู่ขณะนี้ มีลักษณะเป็นตุ่ม ปูดโปนขึ้นตั้งแต่ฝ่าเท้าลามขึ้นมาจนถึงทั่วตัว ส่วนที่แขนก็มีตั้งแต่หลังมือลามขึ้นไปถึงหัวไหล่ ลำคอ ศีรษะ ใบหน้า รวมถึงบริเวณหน้าอก กลางหลัง ก็พบรอยเต็มไปหมด

นายไชยยงค์เปิดเผยอีกว่า ป่วยด้วยโรคดังกล่าวมานานกว่า 5 ปีแล้ว คนในหมู่บ้านแสดงท่าทางรังเกียจ ตนจึงพาครอบครัวหลบออกมา สร้างบ้านเป็นกระท่อม พยายามไปพบหมอที่โรงพยาบาลอำเภอบ้านแท่น และต้องหาเงินซื้อยามาทาบรรเทาอาการคัน โดยเฉพาะที่ข้อมือทั้งสองข้างที่เกาจนเป็นแผลติดกันจนนิ้วงอไม่ได้ พอแสบก็เปลี่ยนที่เกาไปเรื่อยๆ เวลาเกาก็จะมีสะเก็ดแผลและผิวหนังหลุดร่วงลงมาเต็มพื้น แผลที่เกาก็มีเลือดไหลซิบๆ

เมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอาการหนักมาก หมอให้ยามากินและทาก็ไม่ทุเลา แต่กลับลามมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งคันมากขึ้น โดยเฉพาะเวลากลางคืนทรมานจนแทบไม่ได้นอน ต้องให้ภรรยาช่วยเกาจนกว่าจะหลับ บางครั้งขนาดเกาจนเลือดออกก็ไม่รู้สึกเจ็บ แต่คันมากกว่า จนเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านไปทั่ว

“เวลาจะออกจากบ้านไปวัดในหมู่บ้าน หรือไปทำธุระนอกบ้าน ต้องใส่เสื้อผ้า ถุงมือ ถุงเท้า ใส่หมวก เพื่อไม่ให้ใครเห็น และไม่อยากให้ใครเห็นแล้วแสดงความรังเกียจ จนไปกระทบจิตใจบุตรชาย” นายไชยยงค์กล่าว

ปัจจุบันตนก็ไม่มีปํญญาที่จะหาเงินมารักษาตนเองได้ เพราะมีรายได้จากเพียงเงินผู้สูงอายุเดือนละ 800 บาทเท่านั้น โดยภรรยามีอาชีพรับจ้างรายทั่วไป เป็นเสาหลักของครอบครัว แต่บางวันก็ไม่มีคนจ้างงาน รวมทั้งบุตรชายกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.2

นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า ตนเองรู้สึกสงสารลูกชายเป็นอย่างมาก ที่ต้องมาโดนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนล้อจนร้องไห้หนีกลับบ้านมาบ่อยครั้ง และไม่อยากให้ใครมารังกียจลูกชายตนเอง เพราะเขาไม่ได้เป็นโรคร้าย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางด้านนายเจริญ ชำนาญพล กำนันตำบลบ้านเต่า ได้ทราบเรื่องนี้และได้พยายามประสานสาธารณสุขอำเภอและประสานไปทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฯ แล้ว และจะเร่งหาทางช่วยเหลือครอบครัวนี้ รวมถึงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ที่เข้าใจผิด
หนุ่มใหญ่ อายุ 58 ปี ป่วยเป็นโรคเรื้อน คนในหมู่บ้านเเสดงท่าทีรังเกียจ ตัดสินใจหอบลูกเมียไปอยู่ป่าช้า มาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี

เรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยจากชาวบ้านรายหนึ่ง ในต.บ้านเต่า อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ แจ้งว่า พบครอบครัวหนุ่มใหญ่วัย 58 ปี มีชีวิตอยู่อย่างสุดสลด ต้องพาครอบครัวตัวเอง 3 คนพ่อแม่ลูกชาย ที่ปัจจุบันวัยเพียง 8 ขวบ ออกจากหมู่บ้านมาอาศัยในป่าช้า

ซึ่งหนุ่มใหญ่รายนี้ป่วยเป็นโรคเรื้อน และภรรยามีอาชีพรับจ้างทั่วไป และมีบุตรชายวัย 8 ขวบ ที่ในปัจจุบันทั้งสามต้องพากันมาอาศัยนอนในกระท่อมไม้มุงสังกะสี ครึ่งปูนชั้นเดียว สภาพเก่าทรุดโทรม ไม่มิดชิด หลังคามีรูรั่ว ยามฝนตกก็มีน้ำหยดลงมาเต็มบ้าน รวมทั้งห้องน้ำไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีน้ำประปาใช้ อาศัยน้ำฝนดื่มกิน อาบน้ำในบ่อหลังบ้านที่มีสีขุ่นและกลิ่นเหม็น

เมื่อผู้ข่าวเดินทางไปยังบ้านหลังดังกล่าว พบนายไชยยงค์ (ขอสงวนนามสกุล) สวมใส่เสื้อและกางเกงขายาวปกปิดผิวหนังตนเองอย่างมิดชิด เเละได้เปิดเผยว่า ตนเองป่วยเป็นโรคเรื้อน แพ้แสงแดดรุนแรง เกาจนผิวหนังเป็นก้อนแข็งไปทั่วตัว พอจะออกจากบ้านต้องสวมหมวก ใส่เสื้อผ้าปิดบังตัวเองมิดชิด เพราะกลัวเพื่อนบ้านรังเกียจ โดยมีนางถาวร อายุ 50 ปี ภรรยา และเด็กชายบี (นามสมมติ) วัย 8 ขวบ นั่งดูแลอยู่ใกล้ๆ

โรคผิวหนังที่นายไชยยงค์เป็นอยู่ขณะนี้ มีลักษณะเป็นตุ่ม ปูดโปนขึ้นตั้งแต่ฝ่าเท้าลามขึ้นมาจนถึงทั่วตัว ส่วนที่แขนก็มีตั้งแต่หลังมือลามขึ้นไปถึงหัวไหล่ ลำคอ ศีรษะ ใบหน้า รวมถึงบริเวณหน้าอก กลางหลัง ก็พบรอยเต็มไปหมด

นายไชยยงค์เปิดเผยอีกว่า ป่วยด้วยโรคดังกล่าวมานานกว่า 5 ปีแล้ว คนในหมู่บ้านแสดงท่าทางรังเกียจ ตนจึงพาครอบครัวหลบออกมา สร้างบ้านเป็นกระท่อม พยายามไปพบหมอที่โรงพยาบาลอำเภอบ้านแท่น และต้องหาเงินซื้อยามาทาบรรเทาอาการคัน โดยเฉพาะที่ข้อมือทั้งสองข้างที่เกาจนเป็นแผลติดกันจนนิ้วงอไม่ได้ พอแสบก็เปลี่ยนที่เกาไปเรื่อยๆ เวลาเกาก็จะมีสะเก็ดแผลและผิวหนังหลุดร่วงลงมาเต็มพื้น แผลที่เกาก็มีเลือดไหลซิบๆ

เมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอาการหนักมาก หมอให้ยามากินและทาก็ไม่ทุเลา แต่กลับลามมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งคันมากขึ้น โดยเฉพาะเวลากลางคืนทรมานจนแทบไม่ได้นอน ต้องให้ภรรยาช่วยเกาจนกว่าจะหลับ บางครั้งขนาดเกาจนเลือดออกก็ไม่รู้สึกเจ็บ แต่คันมากกว่า จนเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านไปทั่ว

“เวลาจะออกจากบ้านไปวัดในหมู่บ้าน หรือไปทำธุระนอกบ้าน ต้องใส่เสื้อผ้า ถุงมือ ถุงเท้า ใส่หมวก เพื่อไม่ให้ใครเห็น และไม่อยากให้ใครเห็นแล้วแสดงความรังเกียจ จนไปกระทบจิตใจบุตรชาย” นายไชยยงค์กล่าว

ปัจจุบันตนก็ไม่มีปํญญาที่จะหาเงินมารักษาตนเองได้ เพราะมีรายได้จากเพียงเงินผู้สูงอายุเดือนละ 800 บาทเท่านั้น โดยภรรยามีอาชีพรับจ้างรายทั่วไป เป็นเสาหลักของครอบครัว แต่บางวันก็ไม่มีคนจ้างงาน รวมทั้งบุตรชายกำลังเรียนอยู่ชั้น ป.2

นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า ตนเองรู้สึกสงสารลูกชายเป็นอย่างมาก ที่ต้องมาโดนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนล้อจนร้องไห้หนีกลับบ้านมาบ่อยครั้ง และไม่อยากให้ใครมารังกียจลูกชายตนเอง เพราะเขาไม่ได้เป็นโรคร้าย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางด้านนายเจริญ ชำนาญพล กำนันตำบลบ้านเต่า ได้ทราบเรื่องนี้และได้พยายามประสานสาธารณสุขอำเภอและประสานไปทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลฯ แล้ว และจะเร่งหาทางช่วยเหลือครอบครัวนี้ รวมถึงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ที่เข้าใจผิด

ชาวโลกได้ชม โฆษณาชวนเชื่อตัวใหม่จากเกาหลีเหนือ เอ็กเฟคอิงฮอลลิวูด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกออนไลน์ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคลิปวิดีโอภาพโฆษณาชวนเชื่อ หรือ propaganda จากทางการเกาหลีเหนือ เป็นโฆษณาตัวล่าสุดที่มีการเปิดเผยออกมาสู่สายตาชาวโลก เนื้อหาโฆษณาสร้างแรงจูงใจและความฮึกเหิมกับปฏิบัติการทางทหาร เพื่อมุ่งโจมจีสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก

ตามรายงานระบุว่า โฆษณาชวนเชื่อตัวดังกล่าวได้มีการเผยแพร่ออกมาเมื่อราวๆ สัปดาห์ก่อน โดยโฆษณาตัวนี้ได้มีการสร้างความฮึกเหิมเป็นอย่างมาก เล่าเรื่องราวด้วยภาพนิ่งและผสมเอ็กเฟคต่างๆ ทั้งแสงสีเสียง เกี่ยวกับปฏิบัติการโจมตีศัตรูอย่างสหรัฐอเมริกา ทั้งทางการทหารและอาวุธอนุภาพสูงที่เกาหลีเหนือมีในครอบครอง

ทั้งนี้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้วิเคราะห์เกี่ยวกับโฆษณาชวนเชื่อตัวนี้ เห็นได้ว่าทางการเกาหลีเหนือมีการลงทุนสร้างด้วยงบประมาณน้อยนิด เลือกใช้เอ็กเฟคแบบง่ายๆ ผสมผสานลงไป เพื่อเพิ่มความรักชาติ พร้อมกับไม่ลืมที่จะยกย่องผลงานโดยผู้นำ คิมจองอึน เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม หลังจากคลิปโฆษณาชวนเชื่อตัวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าชาวโลกก็มีการตอบสนองเช่นเดียวกัน หลายคนมองว่าเป็นโฆษณาที่หยิบเอาเทคนิคการสร้างหนังฮอลลิวูดยุคก่อนไปใช้ มีความคลาสสิกและวินเทจไปในตัว

เฒ่าวัย 66 ลูกดูแลดี ไม่มีหนี้สิน แต่คิดมากจนกินยาฆ่าตัวตาย

เมื่อเวลา 10.00 น. (24 มี.ค.) ร.ต.อ.พิจักษณ์ สูรยเสนีย์ พนักงานสอบสวน สภ.สรรพยา จ.ชัยนาท รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตที่ศาลาแขวงการทางชัยนาท ริมถนน ม.3 ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมเจ้าหน้าที่อาสามุลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท

ที่เกิดเหตุพบศพนายสมบูรณ์ อายุ 66 ปี นอนเสียชีวิตอยู่กลางศาลา ห่างกันประมาณ 2 เมตรที่ใต้ถุนศาลาพบยาปราบแมลงศัตรูตกอยู่ ภายในขวดมีน้ำยาเหลือติดก้นขวดอยู่นิดหน่อย ซึ่งขณะที่กำลังแพทย์กำลังชันสูตรพลิกศพนั้นมีน้ำสีแดงอำพันไหลออกมาจากปาก ส่งกลิ่นคลุ้ง แต่ทางแพทย์ไม่ยืนยันสาเหตุของการเสียชีวิต จึงมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ส่งสถาบันนิติเวช เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ตายเป็นโรคเครียด จนทางโรงพยาบาลสรรพยา ต้องให้ยาแก้เครียดและยานอนหลับมาใช้อยู่ตลอด หนี้สินก็ไม่มี ลูกๆก็ทำงานอยู่ที่ กรุงเทพฯ และส่งเงินมาให้ใช้ตลอด ส่วนสาเหตุการฆ่าตัวตายน่าจะมาจากความเครียดที่สะสมมานาน เพราะเป็นคนคิดมาก ขอบอาบน้ำมนต์ที่วัดอยู่เป็นประจำ อย่างน้อยก็เดือนละ 2 ครั้ง เนื่องจากอยากล้างความซวยให้ออกไปจากตัวเอง แต่ก็ไม่ช่วยให้ผู้ตายหายคิดมากจนเดินออกมาจากบ้านมากินยาฆ่าตัวตายข้างนอกดังกล่าว